เด็กยิ้ม
เด็กมีความสุข

ผลิตภัณฑ์เด็ก

การให้ความรักความอบอุ่น และความมั่นคงทางจิตใจแก่เด็กอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเขามีคุณค่า มีความมั่นใจในตนเอง มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์แจ่มใส


?เกร็ดความรู้เรื่องการดูแลเด็ก

พัฒนาการของเด็กในช่วง 5 ปีแรก

พัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป เด็กบางคนอาจมีพัฒนาการหรือช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เด็กส่วนใหญ่มักมีพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา อารมณ์ และสังคมในแต่ละช่วงอายุ ดังนี้

เด็กอายุ 18 เดือน หรือ 1.5 ขวบ

เป็นช่วงวัยกำลังหัดเดิน เด็กจะเจริญเติบโตช้าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วง 0-12 เดือนแรก แต่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้ การใช้ภาษา การเรียนรู้ การทรงตัว และการประสานงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

เด็กอายุ 2 ขวบ

ในช่วงนี้พ่อแม่อาจเริ่มฝึกให้เด็กเข้าห้องน้ำได้แล้ว เพราะเด็กจะเริ่มรู้ตัวเมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระและแสดงท่าทางว่าต้องการขับถ่าย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กพร้อมต่อการใช้ห้องน้ำและอาจไม่ต้องใส่ผ้าอ้อมอีกต่อไป

เด็กอายุ 3 ขวบ

เด็กช่วงวัยนี้ชอบเล่นสมมติบทบาทต่าง ๆ และมีจินตนาการมาก ทำให้เด็กอาจเกิดความกลัวต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น ความมืด หรือสัตว์ประหลาด เป็นต้น พ่อแม่จึงควรรับฟังอย่างตั้งใจเมื่อเด็กพูดถึงสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งคอยปลอบและอยู่เป็นเพื่อนให้เด็กหายวิตกกังวล

เด็กอายุ 4 ขวบ

เป็นวัยก่อนเข้าเรียนอนุบาล ในช่วงนี้เด็กจะพูดได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจนขึ้น เริ่มวาดรูปหน้าคนและแขนขา เรียนรู้ที่จะกินอาหารได้ด้วยตนเอง เริ่มแยกแยะตัวเลขและสีต่าง ๆ ได้มากขึ้น 

เด็กอายุ 5 ขวบ

เป็นช่วงวัยที่เด็กเริ่มพึ่งพาตนเอง เริ่มให้ความสนใจกับคนภายนอกครอบครัว เริ่มอยากออกไปเล่นซุกซน และมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวมากยิ่งขึ้น การอบรมและแนะนำจากครอบครัวจะช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพและความคิดของเด็กต่อไป 

การเฝ้าดูพัฒนาการของลูกให้เป็นไปอย่างสมวัยเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ หากพ่อแม่สังเกตว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าที่ควร หรือคาดว่าเด็กอาจมีความผิดปกติใด ๆ ที่แสดงให้เห็นทางพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการเล่น การเรียนรู้ การพูด การกระทำ และการเคลื่อนไหวร่างกาย ควรพาเด็กไปให้แพทย์ตรวจและรับคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขแต่เนิ่น ๆ

 

น้ำหนักทารกในครรภ์แต่ละไตรมาส 

น้ำหนักของทารกในครรภ์ จะบ่งบอกว่าลูกในท้องสมบูรณ์แค่ไหน และควรจะเพิ่มเติมการบำรุงครรภ์อย่างไรเพื่อให้ทารกในครรภ์มีน้ำหนักที่สมบูรณ์ตามเกณฑ์ ดังนั้นเรื่อง น้ำหนักของทารกในครรภ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ไตรมาสแรก:
เริ่มตั้งแต่ 8 สัปดาห์ -12 สัปดาห์ น้ำหนักทารก จะอยู่ที่ 1 – 15 กรัม และน้ำหนักของทารกจะเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงสัปดาห์ที่ 16

ไตรมาสที่ 2:
เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 17-20 น้ำหนักของทารกจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ 50 กรัม และเมื่อสิ้นสุดไตรมาสนี้ทารก จะมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม

ไตรมาสที่ 3:
เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่21-ครบกำหนดคลอด ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์นี้น้ำหนักของทารกจะเริ่มเพิ่มขึ้นมากเป็น 6 เท่าของไตรมาสที่ 2 น้ำหนักตัวของทารกจะเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 200 กรัม และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงประมาณ 3400-3700 กรัม เมื่อครบกำหนดคลอด

น้ำหนักตัวทารกน้อยเกินไป:
อาจเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม หรือ รกมีปัญหา อาจทำให้การส่งออกซิเจนหรือสารอาหารไปสู่ทารกผิดปกติ ทารกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการส่งผลให้ขนาดตัวเล็กน้ำหนักน้อย ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ หรืออาจเป็นเพราะคุณแม่มีอาการครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง หรือรับสารอาหารไม่เพียงพอโดยเฉพาะโปรตีน

น้ำหนักตัวทารกมากเกินไป:
ปัญหามักเกิดจากการที่คุณแม่กินมากเกินไป ทำให้ลูกในครรภ์มีน้ำหนักมาก และคุณแม่ยังเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อีกด้วย เด็กที่มีน้ำหนักมากตั้งแต่แรกคลอดจะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้ในอนาคตเพราะ เซลล์ไขมันในร่างกายมีขนาดใหญ่มาตั้งแต่แรกคลอด

 

วิตามินที่เด็กต้องการมีอะไรบ้าง

เด็กควรได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเติบโต แข็งแรงมีสุขภาพที่ดีที่สุด 

1. แคลเซียม : จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

อายุ 1-3 ปี: 700 มิลลิกรัม
อายุ 4-8 ปี: 1,000 มิลลิกรัม
อายุ 9-18 ปี: 1,300 มิลลิกรัม

2. วิตามินเอ : ช่วยในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

อายุ 1-3 ปี: 390 ไมโครกรัม 
อายุ 4-6 ปี: 400 ไมโครกรัม
อายุ 6 ปีขึ้นไป : 800 ไมโครกรัม

3. โอลิโกฟรุกโตส : โอลิโกฟรุคโตส ไม่ใช่วิตามิน หรือ แร่ธาตุ แต่จัดเป็นใยอาหารชนิด มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ ช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายของลูก ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันThai RDI แนะนำเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป ให้รับประทานใยอาหาร 25 กรัม ต่อวัน อาหารที่มีใยอาหาร โอลิโกฟรุกโตส ได้แก่ ผัก ผลไม้ หัวหอม กระเทียม กล้วย

4. วิตามินบี 12 :  ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น ช่วยเพิ่มสมาธิ เจริญอาหาร อาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง ได้แก่ นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ตับ ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

อายุ 1-3 ปี: 0.7 ไมโครกรัม
อายุ 4-6 ปี: 1.0 ไมโครกรัม
อายุ 6 ปีขึ้นไป : 2 ไมโครกรัม

5. ธาตุเหล็ก : ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะลำเลียงเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับเด็กในช่วงที่กำลังเจริญเติบโต หรือ อยู่ในช่วงวัยเรียนนั้น ธาตุเหล็กยิ่งจำเป็นมาก เพราะหากขาดธาตุเหล็ก จะส่งผลต่อพัฒนาการ และความสามารถของการเรียนรู้ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ ถั่ว อาหารทะเล ธัญพืช ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

อายุ แรกเกิด - 6 ปี : 10 มิลลิกรัม
อายุ 6 ปี ขึ้นไป : 15 มิลลิกรัม

6. วิตามินซี : ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง กินเป็นประจำยังช่วยป้องกันโรคหวัดด้วย ดังนั้นเด็กที่ป่วยเป็นหวัดบ่อย ๆ ควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ วิตามินซีช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ผัก เช่น ผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ และผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น เบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
อายุ 1-3 ปี: 45 มิลลิกรัม
อายุ 4-6 ปี: 45 มิลลิกรัม

7. วิตามินดี : ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า นม เนย ชีส ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

อายุ 1-3 ปี: 10 ไมโครกรัม (μg)
อายุ 4-6 ปี: 10 ไมโครกรัม (μg)

หากลูกเป็นเด็กกินอาหารได้น้อย ควรเสริมด้วยยาน้ำวิตามินเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน

 

ผื่นผ้าอ้อมเด็ก

ผื่นผ้าอ้อม(Nappy rash) เป็นผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นบนบริเวณที่เด็กสวมใส่ผ้าอ้อม เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบมากคือการอักเสบจากการระคายเคืองสัมผัส ปัจจัยกระตุ้นสำคัญเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะหรือ อุจจาระเป็นเวลานาน ผิวหนังเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบแดง เป็นแผล และทำให้เกิดการติดเชื้อ bacteria และ เชื้อรา แทรกซ้อนได้

อาการของผื่นผ้าอ้อมเป็นอย่างไร
ผื่นแดงบวมบริเวณที่มีการเสียดสี สัมผัสกับผ้าอ้อมโดยเฉพาะผิวหนังส่วนที่นูนเช่น แก้มก้น อวัยวะเพศ ด้านในของต้นขา ท้องน้อยและมักจะไม่พบผื่นบริเวณซอกร่องของผิวหนังเช่น ร่องก้น ขาหนีบ ในระยะแรกผื่นอาจพบเพียง ผื่นแดงเล็กน้อย ต่อมาเมื่อมีการอักเสบมากขึ้น ก็จะแดงมากขึ้น พื้นที่รอยโรคขยายมากขึ้น จนเป็นรอยถลอก และบางราย อาจแดงจัดหรือเป็นแผลถลอกลึกได้ หากผื่นไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนทั้งเชื้อรา Candida albicans หรือ เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้

ป้องกันผื่นผ้าอ้อมได้ไม่ยาก...

  • เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้งที่เปียกชื้น หรือทันทีที่เด็กถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระ
  • ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่มีคุณสมบัติดูดซับได้ดี
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบผิวหนัง ที่มีส่วนประกอบของ zinc oxide, titanium oxide, lanolin, dexpanthenol, petroleum jelly 

การรักษาผื่นผ้าอ้อมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของตัวโรค ถ้าเป็นผื่นแดงเล็กน้อย ใช้การทำความสะอาด เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ และใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบผิวอย่างเหมาะสม ก็จะดีขึ้นถ้าผื่นดูแดงอักเสบมาก พิจารณายาทาต้านการอักเสบชนิดอ่อน ( low-potency topical steroid ) ทาวันละ 2 เวลา เช้า เย็นถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

บทความทั้งหมด