เด็กเล่น

Showing 1–16 of 39 results

ผลิตภัณฑ์เด็ก

หลายครั้งที่เด็กๆไม่สบาย กลางดึกก็ป่วยเป็นไข้ขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่ก็คงต้องดูแลในเบื้องต้นได้ และสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ ยาที่มีติดบ้าน ที่ต้องมีไว้เผื่อเด็กๆ ไม่สบายขึ้นมา


ผื่นผ้าอ้อม (Diaper rash)

ผื่นผ้าอ้อมคืออะไร

ผื่นผ้าอ้อม (Diaper rash) เป็นอาการระคายเคืองของผิวหนัง ที่เป็นในลักษณะของผื่นแพ้ในทารกหรือเด็ก ซึ่งมักจะพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสองปี โรคผิวหนังจากผ้าอ้อมผื่นผ้าอ้อมทำให้เกิดอาการแสบร้อนและแดงบนผิวที่ของผิวหนังที่สัมผัสและถูกับผ้าอ้อม ผื่นผ้าอ้อมไม่ได้เกิดจากผ้าอ้อมโดยตรงแต่จะเกิดบริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อมที่เกิดการอับและผิวลูกสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระนานเกินไปจะทำให้ผิวแดงมีผื่นระคายเคือง เกิดผดผื่นในทารกได้ แต่ทั้งนี้มียาทาแพ้ผื่นผ้าอ้อม เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม

สาเหตุของการเกิดผื่นผ้าอ้อมบางครั้งอาจจะเป็นเพราะการที่เด็กใช้ผ้าอ้อมที่อับชื้นนานเกินไป หรือบางครั้งอาจจะเกิดเพราะการเสียดสีของผิวหนังที่บอบบาง หรือหากผ้าอ้อมคับจนเกินไปอาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง แต่หากลูกน้อยเกิดถับถ่าย หรือมีอาการท้องเสียแล้วไม่ได้เปลี่ยนผ้าอ้อมทันที ก็อาจจะทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม ผิวลูกน้อยแสบแดง เนื่องจากอุจจาระหรือปัสสาวะอาจจะมีความเป็นกรด กัดผิวลูกน้อยได้ บางครั้งกรณีที่ไม่ได้เกิดจากผ้าอ้อมโดยตรง ด้วยความบอบบางของผิวเด็ก อาจจะเกิดจากสบู่ หรือทิชชู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิวลูกน้อยแล้วลูกเกิดอาการแพ้ก็เป็นได้ สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการคัน

ใครที่มีความเสี่ยงกับการเป็นผื่นผ้าอ้อม 

เด็กอายุตั้งแต่ 3-18 เดือน มีความเสี่ยงที่จะเป็นผื่นผ้าอ้อม แต่ทั้งนี้สำหรับเด็กน้อยที่ทานนมแม่อาจจะมีความเสี่ยงได้น้อยกว่า แต่แม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อย ๆ ไม่ควรให้ลูกอยู่ในผ้าอ้อมที่อับชื้นนาน ๆ

อาการของผื่นผ้าอ้อม

  • ผื่นผ้าอ้อมอาการที่เกิดขึ้นกับผิวบริเวณที่สัมผัสผ้าอ้อม จะเป็นผื่นแดงแสบ ร้อน คัน บางครั้งอาจจะมีผิวลอกร่วมด้วย ก้นแดงแสบ เป็นผื่นที่ขาหนีบ บางครั้งแดงบริเวณอวัยวะเพศและหากลูกอยู่ในผ้าอ้อมที่อับชื้นนานเกินไป หรือในผ้าอ้อมที่มีอุจจาระนาน อาจจะทำให้ผิวลูกติดเชื้อแบคทีเรีย และก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงได้
  • เมื่อเกิดผื่นผ้าอ้อมแล้ว ผื่นนี้อาจจะเป็นอยู่ตั้งแต่ 24-48 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผื่น และหากผื่นของลูกมีอาการขั้นรุนแรงที่มีผื่นและแผลหรือหนองร่วมด้วย และลูกมีไข้คุณควรพบแพทย์ทันที 

วิธีรักษาและป้องกันผื่นผ้าอ้อม

  • สำหรับลูกที่เป็นผื่นผ้าอ้อม หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือหลังอาบน้ำควรเช็ดผิวให้แห้งด้วยการซับผิวเบาๆ และปล่อยให้ผิวสัมผัสลมจนแห้งดีแล้วจึงทาครีม โลชั่น หรือขี้ผึ้งดูแลผิวที่ส่วนผสมของ Zinc oxide เพื่อเคลือบผิวลดการระคายเคือง ป้องกันความอับชื้น
  • สำหรับลูกที่เป็นผื่นผ้าอ้อมสามารถทาครีมรักษาผื่นผ้าอ้อมที่มีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์ชนิดอ่อนๆ เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ และควรทาเพียง 3 - 5 วันเท่านั้น
  • เมื่อลูกอุจจาระ ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที และหากเป็นการปัสสาวะ ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างน้อย 3 - 4 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวอับชื้นและสัมผัสกับของเสียนานๆ จนเชื้อโรคเข้าสู่ผิวและก่อนให้เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ง่าย
  • ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมตลอดเวลา ควรให้ผิวลูกได้หายใจบ้าง เช่น ก่อนใส่ผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ลูก อาจให้ลูกได้นอนเล่นแบบเปลือยหรือใส่กางเกงบาง หรือให้นอนเล่นบนแผ่นซึมซับก่อนประมาณ 15 - 30 นาทีแล้วจึงค่อยใส่ผ้าอ้อมเด็กผื่นใหม่
  • หากใช้ผ้าอ้อมผ้าชนิดที่ต้องซัก ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผ้าอ้อมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และเน้นที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่จะไม่ตกค้างและระคายเคืองผิวลูก
  • หากใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วเกิดผื่นผ้าอ้อม ให้ลองเปลี่ยนยี่ห้อ และเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่มีผิวสัมผัสนุ่ม มีการซึมซับอุจจาระและปัสสาวะไว ตัวผ้าอ้อมมีการระบายอากาศดี ขอบเอวและขาสามารถยืดขยายได้ดีตามสรีระของลูก

การเป็นผื่นแพ้ผ้าอ้อมสามารถทายาแก้ผื่นผ้าอ้อมเพื่อลดผื่นคัน ที่มีส่วนผสมดังนี้

  • hydrocortisone ครีมทาผื่นผ้าอ้อมเพื่อลดอาการบวม
  • ครีมต้านเชื้อราหรือยาปฏิชีวนะลดการติดเชื้อ (แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะแบบทานให้ด้วย)
  • zinc oxide
  • ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

การเลือกจุกนมสำหรับเด็ก

การเลือกจุกนมสำหรับเด็กทารก

อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต สำหรับเด็กทารก อาหารที่จำเป็นในช่วงวัยนี้ คือ นมแม่หรือนมผง แต่ด้วยสังคมในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้คุณแม่จำเป็นต้องให้นมลูกผ่านทางขวดนม และหนึ่งในอุปกรณ์ที่สำคัญและต้องใช้ควบคู่กับขวดนมก็คือ "จุกนม" ซึ่งในปัจจุบันจุกนมเริ่มมีการออกแบบให้หลากหลายมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพทางร่างกายและจิตใจของเด็กมากยิ่งขึ้น

รูปร่างของจุกนม

  • จุกนมปลายกลมมน : เป็นจุกนมทั่วไปที่มีปลายจุกกลมมนทรงคล้าย ๆ กับระฆัง
  • จุกนมปลายแบนเรียบ : เป็นจุกนมที่มีฐานกว้าง โดยมีปลายจุกแบนราบให้ความรู้สึกคล้ายดูดนมจากอกคุณแม่ เป็นชนิดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนให้เด็กดื่มนมจากขวดแทนการดื่มจากอกแม่
  • จุกนมปลายแหลมแบน : เป็นชนิดที่ถูกออกแบบมาให้รองรับเพดานปาก เหงือก และลิ้นของเด็ก โดยปลายที่แบนออกจะวางตัวพอดีบนลิ้นขณะเด็กดูดนม

จุกนมแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • จุกนมยาง : จุกนมที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ จะเป็นเหลืองอมน้ำตาล มีความนิ่มมากกว่าจุกนมซิลิโคน สามารถทนความร้อน 100 ˚C มีอายุการใช้งานประมาณ 3 เดือน แต่หากผ่านความร้อนสูงบ่อยๆ อายุการใช้งานอาจเหลือไม่ถึง 1 เดือน
  • จุกนมซิลิโคน : มักเป็นสีขาวใส มีความคงทนและอายุการใช้งานมากกว่าจุกนมยาง สามารถทนความร้อนได้ถึง 120 ˚C มีอายุการใช้งาน 6 เดือน ถ้ามีการดูแลอย่างถูกวิธี แต่อายุการใช้งานอาจลดลงเหลือ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน หากผ่านความร้อนสูงบ่อยครั้ง

ขนาดของจุกนมสำหรับเด็กทารก

จุกนมมีอยู่ด้วยกัน 3 ขนาดหลักคือ S M L (ระบุข้างกล่อง)

  • Size S หรือ SS เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด จนถึง 3 เดือน เนื่องจากเด็กเล็กจะดูดนมได้ช้าและปริมาณน้อย เนื่องจากกล้ามเนื้อในช่องปากและระบบการกลืนยังไม่แข็งแรง ถ้ารูจุกนมกว้างเกินไป อาจทำให้เด็กสำลักได้
  • Size M เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 – 6 เดือน
  • Size L เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • จุกนมพิเศษ : ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการดูดนมที่เหมาะสมของเด็กที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือสำหรับเด็กที่มีแรงดูดน้อย ซึ่งขวดนมผลิตจากวัสดุพอลิโพรพิลีน มีลักษณะนิ่มกว่าพลาสติกทั่วไป รูปทรงง่ายต่อการบีบ ทนความร้อน 110 องศา ปลายจุกนมตัดเป็นรูปตัว Y ด้านที่มีรูอากาศจุกนมจะบางกว่าอีกด้านหนึ่ง เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้ลิ้นและริมฝีปากดูดน้ำนมได้สะดวกยิ่งขึ้น จุกนมประเภทนี้จะมีด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดมาตรฐาน (R) และขนาดเล็ก (s) สามารถทนความร้อนได้ 120 องศา มีวาล์วระบายอากาศและวาล์วป้องกันการไหลย้อนกลับของของน้ำนม ขณะที่เด็กกำลังดูดนม

วิธีการสังเกตจุกนมเสื่อมคุณภาพ

  • ปกติแล้วน้ำนมที่ไหลออกจากจุกนมจะต้องไหลออกมาเป็นหยด หากน้ำนมไหลออกมาเป็นสาย หรือไหลออกมาไม่สม่ำเสมอ ก็แสดงว่าจุกนมนั่นเริ่มเสื่อมคุณภาพแล้ว เพราะรูของจุกนมนั้นใหญ่เกินไป
  • จุกนมเมื่อใช้ไปนานๆ ผ่านการต้มฆ่าเชื้อโรคบ่อย ตัวเนื้อยางจะบางลง และเสียรูปทรง สามารถทดสอบได้โดยการดึงจุกนม ออกมาตรงๆ แล้วปล่อย ถ้าจุกนมหดกลับสู่สภาพเดิมก็แสดงว่าจุกนมยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ แต่ถ้าไม่กลับไปอยู่ในรูปเดิมก็แสดงว่า จุกนมนั่นเสื่อมสภาพ
  • สังเกตจากลักษณะของจุกนม หากจุกนมบวม เนื้อยางบวมนิ่ม เวลาที่ลูกดูดจุกนมจะแบนจนน้ำนมไม่ไหล แสดงว่าจุกนมเสื่อมสภาพแล้ว
  • หากจุกนมมียางแตกหรือขาด ต้องเลิกใช้ทันที เพราะอาจมีเศษยางหลุดปนเข้าไปในปากขณะที่ลูกดูดนม เศษยางอาจจะไปติดหลอดลม ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้

ควรเปลี่ยนจุกนมตอนไหน

  • ตอนที่เด็กเริ่มออกแรงมากในการดูดนม หรือสังเกตง่ายๆ ว่าเด็กจะออกแรงดูดจนแก้มบุ๋ม
  • เมื่อลูกน้อยดูดนมไปได้สักพักแล้วร้องงอแง เสียงร้องนั่นก็อาจเป็นการบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าน้ำนมไหลไม่ทันใจลูกน้อย
  • ลูกน้อยดูดนมไปเพียงนิดเดียวก็หอบเหนื่อยและหลับไป โดยอีกไม่นานก็ตื่นอีกเพราะหิว หากมีสัญญาณจากลูกน้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเปลี่ยนขนาดจุกนม เพื่อให้ปริมาณน้ำนมไหลปกติ เด็กก็จะอารมณ์ดีไม่ร้องบ่อย

การทำความสะอาดจุกนม

  • หลังซื้อจุกนมมาใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรฆ่าเชื้อ โดยนำไปต้มทิ้งไว้ในหม้อประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างด้วยสบู่และน้ำอุ่น แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
  • หากใช้งานเสร็จ ควรล้างจุกนมด้วยสบู่หรือน้ำอุ่นทันที หากทิ้งไว้อาจจะทำให้รูจุกนมตัน เพราะมีคาบนมไปอุดตัน โดยใช้แปรงล้างจุกนม ทำความสะอาดในบริเวณที่เข้าถึงยาก และต้องระวังไม่ให้แปรงนี้ไปทำความสะอาดกับผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ
  • หลังจากล้างจุกนมแล้ว ควรผึ่งจุกนมให้แห้งสนิทก่อนนำไปใช้ในครั้งต่อไป
  • เมื่อต้องการนำจุกนมไปใช้งาน ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้งที่หยิบจับ
    การทำความสะอาดจุกนม

บทความทั้งหมด