กลิ่นกาย

Showing all 3 results

ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นกาย

ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ 1. ต่อม eccrine เป็นต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีกลิ่นจะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะใสเหมือนน้ำ 2.apocrine ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อที่มีกลิ่นจะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะเหนียวใสคล้ายขี้ผึ้ง


วิธีการป้องกันและกำจัดกลิ่นตัว

วิธีการป้องกันและกำจัดกลิ่นตัว

การมีเหงื่อออกมากและกลิ่นตัวเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง โดยปกติกลิ่นตัวสามารถจัดการได้ด้วยการกำจัดแบคทีเรียบนผิวหนังที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว โดยเฉพาะที่บริเวณรักแร้ให้สะอาดและไม่เปียกชื้น รวมถึงสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

- อาบน้ำวันละ 2 ครั้งหรือมากกว่า : เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ทำความสะอาด และกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง หลังอาบน้ำควรเช็ดตัวให้แห้ง เพราะแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีความเปียกชื้น

- ดูแลความสะอาดของรักแร้ : รักแร้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ควรอาบน้ำและทำความสะอาดบริเวณรักแร้ให้สะอาดโดยใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการดูแลขนรักแร้ให้สะอาด โดยการโกนขนรักแร้เป็นประจำ เพื่อทำให้เหงื่อระเหยได้ไวขึ้น ลดการสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย และควรดูแลใต้วงแขนเสมอให้แห้งจะช่วยลดการเกิดกลิ่นตัวได้

- สารระงับเหงื่อ (Antiperspirant) : ที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมคลอไรด์ (Aluminium Chloride) เพื่อลดการผลิตเหงื่อ โดยทาที่รักแร้เป็นประจำทุกคืนในช่วงก่อนเข้านอนแล้วล้างออกในตอนเช้า หากปริมาณเหงื่อลดลงอาจปรับการใช้งานเป็นวันเว้นวัน หรือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

- ยาดับกลิ่นตัว (Deodorant) : จะช่วยกำจัดกลิ่นตัว แต่ไม่สามารถลดการผลิตเหงื่อได้ ยาระงับกลิ่นตัวส่วนใหญ่จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งจะปรับสภาพผิวให้มีความเป็นกรดมากขึ้น และลดการเกิดปฏิกิริยากับแบคทีเรีย ยาระงับกลิ่นตัวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมจะช่วยปกปิดกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นตัวได้

- น้ำหอม โรลออน สเปรย์ระงับกลิ่นตัว : โดยให้ใช้ฉีดหรือทาให้ทั่วร่างกายเพื่อระงับกลิ่น โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกก่อนไปทำงานทุกเช้าก็ช่วยได้

- สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด : หมั่นทำความสะอาดเสื้อผ้าเป็นประจำ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำโดยไม่ซัก เปลี่ยนชุดหลังออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก รวมถึงเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าไหม จะช่วยระบายอากาศและทำให้เหงื่อระเหยได้ไวขึ้น

- ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม ผงกระหรี่ หรือเนื้อแดง จะสามารถซึมออกมาทางรูขุมขน ทำให้เหงื่อมีกลิ่น และเกิดกลิ่นตัวได้

- ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) : ความเข้มข้น 3% ผสมน้ำ 1 ถ้วยแล้วเช็ดในบริเวณที่มีกลิ่นตัว เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว

- ปรึกษาแพทย์ : หากพบว่ามีเหงื่อหรือกลิ่นตัวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือพบว่ามีเหงื่อออกมากผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติในร่างกายที่เรียกว่าภาวะหลั่งเหงื่อมาก (Hyperhidrosis) หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาบางชนิด เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อาหารลดกลิ่นตัว

10 อาหารธรรมชาติ สมุนไพร ลดกลิ่นตัว 

1. ปลาเนื้อขาว : ได้แก่ ปลาหิมะ ปลาทับทิม และปลานิล การรับประทานปลาเนื้อขาว ทำให้ไม่มีกลิ่นตัวอันไม่พึ่งประสงค์ 

2. แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ช่วยให้ลมหายใจ ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

3. ผลไม้ประเภท Citrus : ได้แก่ ส้ม มะนาวและสับปะรด ช่วยลดกลิ่นจากผิวหนังได้ เพราะกรดในผลไม้ประเภทนี้จะทำให้น้ำในร่างกายไหลเวียนดี ช่วยขจัดกลิ่นตัวและแทนที่ด้วยกลิ่นผลไม้  ซึ่งสามารถช่วยลดกลิ่นตัวได้

4. น้ำเปล่า : การดื่มน้ำจะช่วยขจัดและขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายเกิดสมดุลรวมไปถึงต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมน ทั้งนี้การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำก็สามารถช่วยในเรื่องของกลิ่นตัวได้

5. สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม : ได้แก่ ใบสาระแหน่ ใบกระเพราและใบพาสลีย์ สามารถช่วยยับยั้งการเกิดกลิ่นปากได้และทำให้ร่างกายมีกลิ่นหอมสดชื่น ลดกลิ่นกายได้ดี

6. นม : สามารถช่วยลดกลิ่นปากจากการรับประทานอาหารกลิ่นแรงอย่างกระเทียมและหัวหอมได้ 

7. ชาเขียว : ช่วยในการลดกลิ่น เนื่องจากในชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และช่วยลดกรดซัลเฟอร์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก นอกจากนี้ช่วยควบคุมเหงื่อตรงบริเวณเท้าสามารถช่วยลดปัญหากลิ่นเท้าได้

8. สตรอเบอร์รี่ : อุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยลดแบคทีเรียและขจัดเชื้อโรคภายในช่องปากได้ นอกจากนี้ช่วยให้ระบบฟื้นฟูภายในร่างกายทำงานได้เร็วขึ้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้

9. โยเกิร์ต : ช่วยขจัดกลิ่นทางลมหายใจ ช่วยลดปริมาณสารประกอบซัลไฟท์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นในท่อทางเดินอาหาร และสามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้

10. ผักใบเขียว : ช่วยควบคุมค่า ph ความเป็นกรด-ด่างภายในร่างกายให้สมดุลและช่วยควบคุมระดับความเป็นด่างให้ต่ำ นอกจากนี้ผักใบเขียวยังอุดมไปด้วยครอโรฟิลซึ่งทำหน้าที่ดูดซึมและขจัดกลิ่นตามธรรมชาติ

บทความทั้งหมด