สิวผด

Showing 1–16 of 19 results

ครีมรักษาสิว

ส่วนใหญ่อาการของสิวจะไม่รุนแรงนัก แต่สิวในบางคนอาการจะรุนแรงและอักเสบมาก และมักทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า บ้างก็เป็นแผลเป็น รอยดำ รอยบุ๋ม หรือรอยนูน


สิว

สิว

- เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของรูขุมขน และต่อมไขมัน ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สิวมีทั้งชนิดหัวดำ และหัวขาว โดยมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของสิว เช่น สิวอุดตัน สิวตุ่มนูนแดง สิวตุ่มหนอง สิวซีสต์ และสิวอักเสบเป็นตุ่มเนื้อลึกใต้ผิวหนัง บริเวณที่สามารถพบสิวได้มากที่สุด คือ ใบหน้า หน้าอก คอ ไหล่ ต้นแขน และหลัง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง

สาเหตุของการเกิดสิว
1. ฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgens) : เป็นฮอร์โมนที่พบได้มากในเพศชาย ฮอร์โมนจะพลุ่งพล่านไปตามธรรมชาติ ในช่วงวัยรุ่นหรือในช่วงเครียด  แต่ก็พบได้ในเพศหญิง โดยช่วงที่ฮอร์โมนแกว่งหรือมีการเปลี่ยนแปลงตอนที่รอบเดือนมาหรือกำลังตั้งครรภ์

2. กรรมพันธุ์ของแต่ละบุคคล : ทำให้ผิวหนังแตกต่างกันออกไปทั้งโครงสร้างของผิว การสร้างไขมันที่มากหรือน้อยเกินไป ความสามารถในการซ่อมแซมผิวหนังระหว่างการเกิดสิวและการซ่อมแซมเมื่อหายจากอาการของสิวอักเสบ

3. ชอบเล่นกับใบหน้า เช่น การจับ ลูบ แคะ แกะ เกาใบหน้าอยู่บ่อย ๆ ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือนำพาแบคทีเรียมา

4. การขัดหน้าบ่อย : ทำให้ผิวหน้าหนาขึ้น รูขุมขนตีบลง

5. การล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือมากกว่าวันละ 2 ครั้ง : จะเป็นการกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากผิดปกติ พฤติกรรมบางอย่างที่รบกวนผิวหน้า

 

6. กิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น การไม่รักษาความสะอาด, การล้างหน้าหรือเครื่องสำอางไม่สะอาด, การใช้ผลิตภัณฑ์ปกปิดตำหนิต่าง ๆ หรือเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม, การใช้ครีมหรือแป้งที่อาจเป็นต้นเหตุของสิวบนใบหน้า

7. การล้างหน้าผิดวิธี : เครื่องสำอางบนใบหน้านั้นมันไม่สามารถล้างออกได้ด้วยโฟมล้างหน้าเพียงอย่างเดียว เกิดการอุดตันจนทำให้สิวผุดขึ้นมา

8. ความมันบนใบหน้า : จะตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดเป็นสิวอุดตัน

9. ความเครียด : ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมา จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ยิ่งเป็นสิวมากขึ้น

10. มลภาวะและแสงแดด : จะทำให้น้ำในผิวระเหยออกไป ทำให้หน้ามันและเป็นสิว

11. การสูบบุหรี่ : ได้รับสารอาหารน้อย จะทำให้ผิวไม่แข็งแรง ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากแบคทีเรียได้ จนทำให้เกิดสิวอุดตันทั้งหัวขาวและหัวดำ

12. อาหาร เช่น สาหร่ายทะเล ผักขม และหอย ซึ่งมีไอโอดีนและฟลูออไรด์ที่ทำให้เป็นสิวมากขึ้น รวมไปถึงแป้ง น้ำตาล นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ที่หากทานมากไปก็อาจทำให้สิวอักเสบกำเริบได้

13. การใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสม

14. อุปกรณ์แต่งหน้าที่ล้างไม่สะอาด

15. ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ก็อาจทำให้บางคนเกิดเป็นสิวขึ้นบริเวณมุมปากไปจนถึงคางรวมถึงบริเวณใกล้เคียงได้

วิธีการรักษาและป้องกันสิว

19 วิธีรักษาสิว และลดรอยสิวแบบธรรมชาติ

การรักษาสิวควรทำหลายวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคนควบคู่กันไป ซึ่งข้อควรทำมีดังต่อไปนี้

1. ลด หรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดการผลิตไขมันจากต่อมไขมัน เช่น การรับประทานอาหารทอด อาหารมัน การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ชีส ช็อกโกแลต ขนมหวาน โดยเฉพาะคนที่มีผิวมันง่าย ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

3. ควรสระผมให้บ่อยขึ้น เพราะการปล่อยให้ผมมันจะทำให้สิ่งสกปรกลงมาเกาะตามใบหน้า รวมถึงเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมจนเป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้

4. ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า เนื่องจากสบู่มีความเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายผิว และเป็นตัวการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดสิวบนใบหน้าได้นั่นเอง ถ้าจะให้ดีควรใช้โฟมล้างหน้าที่มีค่ากรด-ด่างที่เหมาะสมกับผิวหน้า

5. ไม่ควรปล่อยให้มีอาการท้องผูก ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่คั่งค้างอยู่ในท้องล้วนเป็นของเสีย และจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดสิวตามมาได้

6. หลีกเลี่ยงการใช้เวชสำอางที่ทำให้หน้ามัน

7. ใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่นที่ปราศจากน้ำมัน หรือที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ว่าไม่ก่อให้เกิดสิว และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน

8. เลือกสบู่ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อจะได้ไม่เกิดอาการแพ้จนเป็นสิวเห่อในภายหลัง และอาจต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลานาน

9. ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน หรือการเข้านอนดึก

10. พยายามปล่อยวางเรื่องเครียด และทำให้จิตใจให้แจ่มใสตลอดเวลา เพราะความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันหลั่งออกมามากขึ้น

11. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการรักษาสิว และช่วยลดการเกิดสิวได้

12. ล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้การล้างหน้าบ่อยจนเกินไปก็มีส่วนทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตไขมันมากผิดปกติ จนทำให้เกิดการอุดตันของไขมัน และกลายมาเป็นสิวได้

13. เมื่อใช้คลีนเซอร์ทำความสะอาดใบหน้า ควรล้างออกให้หมดจด

14. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ต้องใช้วิธีการขัดถู จะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น

15. หากหน้ามันมากเกินไป สามารถรับประทานยารักษาสิวช่วยลดความมันได้ ได้แก่ ยาในกลุ่มเรตินอยด์ (Retionoids)

16. ไม่ควรอาบแดด เพราะการอาบแดดจะทำให้ผิวแห้งขึ้น และในระยะยาวอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยสามารถทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย ทั้งยังเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง

17. พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และเลิกการเท้าคางเวลาคิด เนื่องจากมือเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ที่สำคัญไม่ควรบีบ เกา หรือแกะสิว เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น รอยดำ รอยหลุม รวมทั้งรอยนูนจากสิวได้

18. หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน หรือมลพิษต่างๆ รวมทั้งการอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นเยอะ เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองจนเกิดสิวผด นอกจากนี้ยังเสี่ยงทำให้เชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกต่างๆ สะสมบนใบหน้า และทำให้เกิดสิวตามมา

19. หมั่นรักษาความสะอาดของเครื่องนอนอยู่เสมอ โดยเฉพาะปลอกหมอน เพราะเป็นสิ่งที่จะสัมผัสใบหน้าเวลานอน หากปลอกหมอน หรือที่นอนสกปรก

วิธีลดรอยสิวด้วยธรรมชาติ

1. ลดรอยสิวด้วยมะนาว : โดยการ คั้นน้ำมะนาว แล้วใช้สำลีสะอาดก้อนกลมชุบน้ำมะนาวที่คั้นเตรียมไว้ จากนั้นก็นำมาแต้มที่สิว ติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รอยสิวเริ่มจางลงจากเดิม

2. ลดรอยสิวด้วยมะนาว และน้ำมันมะกอก : โดยผสมทั้ง 2 อย่างมาผสมในอัตราส่วนที่เท่ากัน แล้วนำมาป้ายสิว ทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. ลดรอยสิวด้วยน้ำผึ้งและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ : โดยการนำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผสมกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นคนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า

4. ลดรอยสิวด้วยน้ำแข็ง : โดยการนำก้อนน้ำแข็งห่อด้วยผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม นำมาวางบนสิว จะช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน และยังช่วยลดรอยสิวได้เป็นอย่างดี

5. ลดรอยสิวด้วยไข่ขาว : ล้างหน้าให้สะอาด นำไข่ขาวมาทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้ประมาณสัปดาห์ละประมาณ 1 ครั้ง

6. ลดรอยสิวด้วยอบเชย และน้ำผึ้ง : โดยนำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น

7. ลดรอยสิวด้วยมะเขือเทศ : โดยการหั่นมะเขือเทศเป็นแว่นๆ หรือจะใช้วิธีการบดมะเขือเทศให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกันก็ได้ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น

8. ลดรอยสิวด้วยกระเทียม : กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อราบนผิวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารกำมะถัน

บทความทั้งหมด