คิดวิเคราะห์
คิดเก่ง

Showing all 4 results

ผลิตภัณฑ์ช่วยส่งเสริมความจำ

ความจำเสื่อม คือภาวะที่สมองเริ่มมีความบกพร่องต่อความทรงจำ แต่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันและดูแลตัวเองได้ เช่น ลืมกุญแจรถ ลืมเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น


พรมมิ

พรมมิ

ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น :  ผักมิ, ผักหมี่ หยดน้ำตา (ทั่วไป), พรมลี (ชุมพร) , Brahmi (ฮินดู-อินเดีย)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bacopa monnieri Wettst

ชื่อสามัญ : Indian pennywort , Brahmi

วงศ์  : Schrophulariaceae

พรมมิเป็นผักพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีต้นกำเนิดมาจากทางเนปาลและอินเดีย ชอบขึ้นตามพื้นดินที่ชุ่มชื้นหรือมีน้ำขัง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ผักมิ ผักหมี่ นมมิ พรมลี เป็นต้น ในภาษาฮินดูเรียกว่า Brahmi มีชื่อสามัญว่า Thyme-leaf Gratiola และชื่ออังกฤษว่า Dwarf bacopa พรมมิจัดอยู่ในวงศ์ Scrophulariaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst

องค์ประกอบทางเคมี
จากการศึกษาสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิคือสารกลุ่ม saponinglyclosides ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. jujubogenin glycosides เช่น bacoside A3 และ becopaside X
  2. pseudojujubogenin glycosides เช่น bacopaside L II และ becopasaponin C

นอกจากนี้ ยังพบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ apigenin และ luteolin

ส่วนสารออกฤทธิ์สำคัญที่มีผลต่อระบบประสาทที่พบในต้นพรมมิเป็นสารในกลุ่ม triterpenoid saponin ที่ชื่อว่า bacoside ซึ่งชนิดที่มีรายงานการศึกษามากที่สุดได้แก่ bacoside A และ bacoside B รวมถึงยังมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์ brahmine อีกด้วย

งานวิจัยและการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ พรมมิ

อันเนื่องมาจากสรรพคุณทางด้านความจำและสมองของพรมมิดังนั้นจึงมีงานศึกษาวิจัยอยู่มากเกี่ยวกับเรื่องและสรรพคุณของพรมมิ ในพรมมิมีสารสำคัญในกลุ่มแอลคาลอยด์ เช่น บรามิน (brahmine), นิโคติน และสารกลุ่มซาโปนิน มีคุณสมบัติช่วยในการเรียนรู้และจดจำ ช่วยลดอาการวิตกกังวล ลดอาการซึมเศร้า และต้านอาการชัก ซึ่งมีการทดลองที่สำคัญที่พอสรุปได้ดังนี้

การออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อระบบประสาทส่วนกลาง

1) ผลจากการเรียนรู้และการจดจำ (Beneficial effects on learning and memory, nootropic action) จากรายงานการวิจัยพบว่า การทดสอบความสามารถในการเรียนรู้และการจดจำ สรุปได้ว่าพรมมิมีผลเพิ่มการเรียนรู้และการจดจำได้เป็นอย่างดี และมีฤทธิ์ต้านการสูญเสียความจำได้ดี มีการทดลองใช้ทั้ง พรมมิทั้งที่เป็นพืชสด, สารสกัดหยาบ และพวกที่สกัดแยกออกเอาเฉพาะสารที่สำคัญคือ bacoside ซึ่งได้ผลเหมือนกัน

 

2) มีฤทธิ์ลดอาการวิตกกังวล (Anxiolytic effect) จากการศึกษาโดยการใช้สารสกัดพรมมิ ซึ่งสกัดจากเอทานอล 50% พบว่ามีผลทำให้ลดอาการวิตกกังวลลงอย่างมาก มากกว่ายามาตรฐาน LZP และที่สำคัญสารสกัดพรมมิไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยา LZP

3) ฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressant activity) ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดพรมมิมีผลลดอาการ ซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ายามาตรฐาน imipramine โดยให้ผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

4) ฤทธิ์ต้านอาการชัก  (Anticonvulsive action)การแพทย์แผนไทย มีการนำพรมมิมาใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมบ้าหมู ซึ่งในปัจจุบัน มีการนำพรมมิมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนูตะเภา หนูถีบจักร เป็นต้น พบว่า สารสกัดน้ำจากพรมมิขนาด 1-30 กรัม/กิโลกรัม สามารถควบคุมอาการลมชัก (epilepsy) ได้เป็นอย่างดีโดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

ผลการศึกษาในคนสูงอายุ
การศึกษาผลของการรับประทานสารสกัดพรมมิต่อการฟื้นฟูความจำในอาสาสมัครที่มีภาวะสูญเสียความจำเนื่องจากอายุมาก (อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป) โดยให้อาสาสมัครรับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิขนาดวันละ 300-450 มก. (ประกอบด้วยสารสกัด bacosides อย่างน้อย 40%) พบว่า อาสาสมัครมีทักษะในการเรียนรู้เกี่ยวกับการทดสอบความจำดีขึ้น

ผลการศึกษาในเด็ก
การศึกษาในเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-18 ปี โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดพรมมิวันละ 1 แคปซูล (ประกอบด้วยสารสกัดพรมมิมาตรฐาน 225 มก.) นาน 4 เดือนพบว่า พรมมิมีผลช่วยเพิ่มพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ยังพบว่าการให้เด็กสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) รับประทานสารสกัดพรมมิ ขนาด 50 มก. (ประกอบด้วย bacosides 20%) วันละ 2 ครั้ง มีผลช่วยให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น

อันเนื่องจากสรรพคุณของพรมมิที่มีประสิทธิภาพต่อระบบประสาทความจำและอื่นๆ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สนับสนุนนักวิจัยคณะนักวิจัยไทย พัฒนาสารสกัดจาก สมุนไพรพรมมิ ที่ให้สรรพคุณในการบำรุงสมองและเพิ่มความจำ ประสิทธิภาพเทียบเท่าแปะก๊วยและโสมจากต่างประเทศ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับและไต ควรระมัดระวังในการใช้พรมมิ และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
  • ในการใช้พรมมิอาจพบอาการข้างเคียงในบางราย เช่น ระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

แม้ว่าพรมมิจะไม่มีความเป็นพิษ แต่ในการใช้ควรใช้แต่พอดีและไม่ควรบริโภคติดต่อกันนานเกินไป

เลซิติน

เลซิติน

เป็นสารประกอบระหว่างกรดไขมันจำเป็น ฟอสฟอรัส และวิตามินบี 2 ตัว ได้แก่ โคลีน(choline) และอินอสซิตอล (inositol) เรียกว่า Phosphatidylcholine เป็น phospholipid ชนิดหนึ่ง

เราสามารถพบเลซิตินได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ สำหรับร่างกายมนุษย์จะพบมากในอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบถึง 30%

เลซิตินจำเป็นต่อการควบคุมขบวนการต่างๆภายในเซลล์ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วเราได้รับเลซิตินจากอาหารทั่วไปอยู่แล้ว แต่อาจไม่เพียงพอต่อร่างกาย

เลซิติน พบได้ตามธรรมชาติจาก 2 แหล่ง ที่สำคัญ คือ

  • ร่างกายมนุษย์ สามารถผลิต “เลซิติน” ขึ้นได้เองโดย"ตับ"สารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตเลซิติน เช่น กรดไขมันจำเป็น วิตามินบี และสารอาหารสำคัญอื่นๆ หากร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆเหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ร่างกายสร้างเลซิตินได้ไม่เพียงพอ
    แหล่งธรรมชาติ พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยจะพบมากในไข่แดง ถั่วเหลือง เมล็ด ทานตะวัน ถั่วลิสง จมูกข้าวสาลี เป็นต้น ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้มักจะให้โคเลสเตอรอลสูงด้วย
  • การรับประทานเลซิตินเสริม  ซึ่งปัจจุบันเลซิตินมักจะสกัดได้จาก ไข่แดง และถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองจะเป็นแหล่งที่ดีในการสกัดเลซิติน เพราะปราศจากไขมันโคเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่า ซึ่งร่างกายของเราต้องการเลซิตินวันละ 6 กรัม ส่วน choline ต้องการวันละ 0.6-1 กรัม สมัยก่อนไม่ค่อยพบว่ามีการขาดสารเลซิติน แต่ปัจจุบันคนนิยมรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ จึงอาจจะทำให้เกิดการขาดสารเลซิติน

เนื่องจาก phosphatidylcholine เป็นส่วนประกอบสำคัญของ lecithin ซึ่ง lecithin นั้น มีผลต่อต่อร่างกายมากมาย ได้แก่

1. lecithin เป็นตัวทำละลายคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด โดยทำให้ไขมันหรือคอเลสเตอรอลแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึ่งสามารถลอยตัวอยู่ในกระแสเลือด โดยไม่ตกตะกอนหรือรวมตัวเป็นก่อนเกาะตามผนังเส้นเลือด

2. lecithin ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญ ย่อย และดูดซึมสารพวกไขมัน ก่อให้เกิดพลังงานในร่างกายได้ และยังช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้

3. lecithin ป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี และลดปัญหาท้องเสียและถ่ายอุจจาระที่มีไขมันปนออกมาได้เป็นอย่างดี

4. lecithin ช่วยให้การสื่อสารของประสาททำงานดีขึ้น ช่วยในการบำรุงสมอง ทำให้ความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น จึงได้มีการนำสารนี้ไปใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคพิการทางสมอง และผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัย แต่จากผลทางคลินิก พบว่า lecithin ไม่มีผลหรือมีผลน้อยมากในการเพิ่ม cognitive function (การเรียนรู้และความจำ)

5. lecithin ช่วยบำรุงตับในการกำจัดสารพิษ กำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กให้ดียิ่งขึ้น

เลซิติน...ช่วยเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม

จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ อเดลล์ เดวิส นักโภชนาการชาวสหรัฐ ได้รายงานว่าในร่างกายของคนที่มีสุขภาพดี จะมีสารเลซิตินอยู่ในสมองถึง 30% ของน้ำหนักทั้งหมด เลซิตินจึงมีความสำคัญต่อสมอง

ซึ่งในปี 1975 นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยี แมตซาจูเสต ค้นพบว่าโคลีนในเลซิติน เป็นสารจำเป็นที่ร่างกายจะนำไปใช้เพื่อสร้างสารสื่อประสาท (neurotransmitters) ที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งช่วยในการส่งข้อมูลระหว่างเซลล์สมองแต่ละเซลล์ และระหว่างสมองกับการสั่งงานไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และช่วยทำหน้าที่ในการถ่ายทอดข้อมูลและความรู้สึกเพื่อให้แสดงพฤติกรรมต่างๆ ได้ตามความต้องการของสมอง

นอกจากนั้น ปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์ได้ใช้เลซิตินในการบำบัดโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น parkinson’s disease, alzheimer’s disease, tardive dyskinesia ซึ่งเป็นโรคทางสมอง ที่เกิดจากเซลล์ประสาทขาดสาร acetylcholine หรือคนชราที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม พบว่าบางคนอาจจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับประทานเลซิติน วันละ 25 กรัม เป็นเวลาหลาย ๆ เดือนติดต่อกัน

การศึกษาในผู้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม (alzheimer’s disease) ระยะเริ่มแรก พบว่าการให้โคลีนเป็นระยะเวลา 6 เดือนจะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา (cholinesterase inhibitors) ก็ทำให้มีการพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำด้วย

เลซิติน...ช่วยบำรุงตับ ลดการทำลายเซลล์ตับ

สารสำคัญที่พบในเลซิติน คือ ฟอสฟาทิดิลโคลีน (phosphatidylcholine) เป็นสารที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย รวมทั้งเซลล์ตับ นอกจากนั้นฟอสฟาทิดิลโคลีน ยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติจากยา แอลกอฮอล์ สารเคมี สารพิษต่างๆ ที่มีส่วนในการทำลายตับ ดังนั้นฟอสฟาทิดิลโคลีน ในเลซิตินจึงมีบทบาทในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับได้

  • โรคตับจากแอลกอฮอล์ จากรายงานทางการแพทย์ของ lieber และคณะในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งหมด 20 ศูนย์ในอเมริกา โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 789 ราย โดยผู้ป่วยจะได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน จากผลการตรวจชิ้นเนื้อของตับที่ 24 เดือน หลังจากการรักษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับจากแอลกอฮอล์ที่ได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน มีแนวโน้มที่ดีและค่าเอมไซม์ของตับดีขึ้น
  • โรคตับจากยา จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่ามีการศึกษาการป้องกันตับอักเสบในผู้ป่วยที่รับยาต้านวัณโรค จำนวนคนไข้ 340 คน โดยได้รับยาต้านวัณโรคร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน 900 มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน พบว่ากลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาต้านวัณโรคร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน ไม่พบค่าความผิดปกติของค่าเอมไซม์ของตับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน กลับพบว่าค่าค่าเอมไซม์ของตับสูงขึ้นกว่าปกติ
    โรคตับจากภาวะไขมันพอกตับ
  • ไขมันพอกตับหรือที่เรียกว่า nonalcoholic fatty liver disease (nafld) หมายถึงภาวะที่มีไขมัน อยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มสุรา เซลล์ไขมันนี้จะไม่ก่อนให้เกิดการเสียหายหรืออักเสบกับตับในระยะแรก แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับ จนในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง (cirrhosis) ซึ่ง

โคลีนในเลซิตินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ตับ พบว่าหากขาดโคลีนจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้โคลีนจะมีผลในการเร่งการเผาผลาญไขมันที่ตับ ทำให้ไขมันถูกนำไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น

เลซิตินมีผลในการช่วยลดไขมันในเลือด โดยเฉพาะไขมันโคเลสเตอรอลที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นการรับประทานเลซิตินจะทำให้ลดโอกาสเกิดภาวะไขมันพอกตับได้

เลซิติน...ช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคสมองและหัวใจขาดเลือด

เนื่องจากคุณสมบัติของไขมันโคเลสเตอรอลที่ไม่ละลายรวมตัวกับน้ำ ทำให้ไขมันโคเลสเตอรอลไม่ละลายในเลือด แต่จะจับตัวเป็นก้อนตกตะกอนอยู่ตามผนังเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน และโรคสมองและหัวใจขาดเลือดตามมาได้ในที่สุด ซึ่งเลซิตินจะมีคุณสมบัติช่วยทำให้ไขมันโคเลสเตอรอลและน้ำรวมตัวกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้ไขมันโคเลสเตอรอลไม่เกาะติดกับผนังเส้นเลือดจนเกิดการอุดตัน และช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น นอกจากนั้นเลซิตินช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด โดยช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันของตับ ส่งผลให้ร่างกายมีการนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้ดี

นอกจากนั้นเลซิตินยังมีส่วนช่วยลดการดูดซึมและเพิ่มการขับถ่ายไขมันโคเลสเตอรอลทางอุจจาระ และช่วยเพิ่มสัดส่วนของไขมันเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (hdl-cholesterol) ที่เป็นไขมันชนิดดี ที่มีหน้าที่นำพาไขมันที่สะสมและอุดตันตามผนังเส้นเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ส่งผลในการช่วยลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลได้อีกทางหนึ่ง

ปัจจัยสำคัญในการเลือกสารอาหารจากธรรมชาติ คงต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยที่จะได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งการเลือกเลซิตินที่บริสุทธิ์สกัดจากถั่วเหลือง เป็นวัตถุดิบเกรดเอที่ปราศจากการสารฟอกสี การแต่งสี แต่งรส เนื่องจากสารฟอกสีเป็นสารที่มักจะนิยมใช้ในขบวนการการผลิตเลซิติน ซึ่งเป็นอันตรายก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบ และตับแข็งได้ถ้ารับประทานต่อเนื่องในระยะยาว

ดังนั้นจึงควรเลือกเลซิตินที่ผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตยา ระดับสากล ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก gmp ของประเทศไทย ทำให้สามารถมั่นใจในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยในการรับประทาน และลดความเสี่ยง มั่นใจว่าได้รับเลซิตินที่บริสุทธิ์ ปราศจากการสารฟอกสี สารแต่งกลิ่น และรส เพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยต่อร่างกายในระยะยาว

ขนาดการรับประทานที่เหมาะสมของเลซิติน

เพื่อเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม บำรุงตับ ลดการทำลายเซลล์ตับ :  1,200-3,600 มิลลิกรัม/วัน

เพื่อลดไขมันโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคสมองและหัวใจขาดเลือด  : 3,600-7,200 มิลลิกรัม/วัน

บทความทั้งหมด