เล็บ ผม

Showing all 9 results

ผลิตภัณฑ์ดูแลผม ผิวและเล็บ

เล็บคือ ชั้นของหนังกำพร้าที่ตายแล้ว ไม่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยง เล็บจะแข็งแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเซลล์มีชีวิตบริเวณโคนเล็บที่เรียกว่า เรียกว่า Matrix


ไบโอติน/สารสกัดเปลือกสน

Biotin

เป็นวิตามินละลายในน้ำ จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี (หรืออาจเรียกว่า Vitamin B7 หรือ Vitamin H) สามารถพบได้ตามธรรมชาติในอาหาร เช่น ยีสต์ ดอกกะหล่ำ  แซลมอน กล้วย แอบเปิ้ล มะเขือเทศ แครอทไข่แดง ปลาซาร์ดีน และเห็ด มีหน้าที่หลักอยู่ในกระบวนการเผาผลาญไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต

นอกจากนี้ แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้สามารถสร้างไบโอตินที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อีกด้วย

ร่างกายจำเป็นที่จะต้องใช้ไบโอตินในกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่โดยเฉพาะเซลล์ที่แบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา เช่น เส้นผมและเล็บ ดังนั้นการขาดไบโอตินอาจทำให้เกิดภาวะผมร่วงและภาวะผิวหนังอักเสบได้

ไบโอตินมีคุณสมบัติในการช่วยเปลี่ยนคาร์โบโอเดรต ไขมันและโปรตีนในอาหารที่ได้รับให้กลายเป็นพลังงาน

ปริมาณที่ U.S. Food and Nutrition Board of the national Academy of Science’s Institute of Medicine แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 19 ปี ควรรับประทาน Biotin วันละ 30 ไมโครกรัม

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ขนาดยา ระยะเวลาที่ใช้ และประสิทธิผลที่ได้รับจากการใช้ไบโอตินรักษาภาวะผมร่วงเช่นเดียวกัน

ในทางการแพทย์มีการนำไบโอตินมาใช้ในฐานะสารบำรุงร่างกายที่มีประโยชน์ที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิเช่น แก้ไขปัญหาเล็บเปราะ ลดอาการผิวแห้งคัน บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน และเสริมสร้างพัฒนาการของทารกที่อยู่ในครรภ์ เป็นต้น แต่โดยหลักแล้วไบโอตินมักถูกนำมาใช้ในการบำรุงรักษาปัญหาที่เกี่ยวกับเส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาหรือหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์พิสูจน์ผลลัพธ์ของไบโอตินในการดูแลเส้นผมย่างชัดเจน แต่จากการศึกษาในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าไบโอตินอาจมีประโยชน์ต่อร่างกายดังที่กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้นบ้างพอสมควร

ต้นสนเมอร์ไทม์

ชื่ออื่นๆ  : สนโคแอสทอล , สนเมอร์ไทม์ฝรั่งเศส , Pin des Landes

ชื่อสามัญ  : Pinus pinuster Solander

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Pinus Maritama

ชื่อวงศ์ :  Pinaceae

สารสกัดเปลือกสน (Pine Bark Extract) หรือ เปลือกของต้นสนมาริไทม์ฝรั่งเศส เป็นไม้สนที่ขึ้นในแถบตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของเมดิเตอร์เรเนียน ชาวยุโรปได้นำเปลือกสนนี้มาใช้เป็นยาพื้นบ้านเพื่อรักษาอาการปวดบวม และลดอาการอักเสบ ต่อมามีการวิจัยว่าเปลือกสนมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจึงกลายเป็นที่นิยมรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมมากขึ้น และยังถูกนำไปใช้ในแวดวงความสวยความงามอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมี

สารสำคัญที่สกัดได้จากเปลือกต้นสนมาริไทม์ ประกอบด้วยกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์(bioflavonoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้น พบว่ามีสารสำคัญโปรแอนโธไซยานิดิน(proanthocyanidins) ล้ายกับที่พบใน สารสกัดเมล็ดองุ่น(grape seed extract)

โปรแอนโธไซยานิดิน” (Oligomeric Proanthocyanidin Complexes - OPCs) ซึ่งมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง(Super Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามิน C ถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามิน E ถึง50 เท่า

นอกจากนี้ยังช่วยเสริมฤทธิ์ของวิตามิน C และ E ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันและลดการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา ข้อดีของสาร OPCs ก็คือ ทนความร้อนและละลายน้ำได้ดีมาก

Pycnogenol นั้นประกอบได้ด้วยสารไบโอฟลาโวนอยด์หลายประเภท อาทิเช่น คาเทชิน (catechin), อีพิคาเทชิน (epicatechin), ฟลาโวน (flavones) และ แทกซิโฟลิน (taxifolin) อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกรดผลไม้ที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่ กรดคาเฟอิก (caffeic acid),กรดเฟอรูลิก (ferulic acid), กรดแกลลิก (gallic acid), กรดคูมาริก (coumaric acid) และ กรดวานิลิก (vanillic acid)

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากเปลือกสน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2545 รายงานว่าการรับประทานพิคโนจีนอล 75 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้พื้นที่และความเข้มข้นของฝ้าลดลง โดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่อย่างใด งานวิจัยเจาะลึกพบว่า พิคโนจีนอล ช่วยลดปัญหาสีผิวได้โดยเป็นสารต้านอนุมูลิอิสระประสิทธิภาพสูง จึงจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเอนไซน์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เองเพิ่มอีกถึงสองเท่า และช่วยให้เซลล์สามารถนำวิตามินและวิตามินอีกลับมาใช้ได้อีก

การวิจัยในปี 2547 รายงานว่า พิคโนจีนอล ช่วยปกป้องไม่ให้คอลลาเจนและอิลาตินในชั้นผิวถูกทำลาย และยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวอีกด้วย การทดลองในผู้หญิง 62 คน พบว่า ความยึดหยุ่นในชั้นผิวเพิ่มขึ้นถึง 9% ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์

งานวิจัยที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการศึกษาที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Zhigang Ni และคณะวิจัย พวกเขาค้นพบว่า คุณสมบัติในการเป็นแอนติอกกซิเดนท์ในเปลือกสนสกัดนี้ จะช่วยลดปฎิกริยาและการเพิ่มเม็ดสีที่ผิวหนังเมื่อถูกแสงแดดทำให้ผิวขาวขึ้น สารโอพีซีในเปลือกสนสกัดสามารถลดขนาด และความเข้มของฝ้าโดยไม่มีผลข้างเคียงกับผิวบริเวณอื่นเลย

วิธีการรับประทานเปลือกสนสกัด

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางทั่วไปแล้วแนะนำให้รับประทานเปลือกสนสกัดปริมาณ 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน

น้ำมันพริมโรส/สารสกัดเมล็ดองุ่น

อีฟนิ่งพริมโรส

ประกอบด้วย กรดไขมันจำเป็นชนิด gamma-linolenic acid หรือomega-6 fatty acid กรดไขมันจำเป็นนี้เป็นส่วนประกอบของเซลเมมเบรน เป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมน และการสังเคราะห์prostaglandin

อาการที่พบเมื่อขาดกรดไขมันจำเป็นคือ อาการอ่อนเพลีย ผิวหนังและผมแห้ง เล็บเปราะ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปวดข้อ เป็นต้น

มีรายงานการใช้ Omega-6 fatty acid ในการต้านการอักเสบของผิวหนังแลเช่น โรคeczema, dermatitis, psoriasis ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น, ป้องกันอาการต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะ,เจ็บเต้านม,ในผู้ป่วยเบาหวานสามารถป้องกันการเกิด diabetic neuropathy,สามารถลดระดับ cholesterol และการรวมตัวกันของเกร็ดเลือดจึงมีผลช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้อควรระวัง

  • มีรายงานทำให้เกิดอาการชักในสัตว์ทดลอง ดังนั้นจึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคลมชักและโรคจิตเวช และ
  • มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด ดังนั้น ควรใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติเลือดออกผิดปกติ หรือได้รับยา anticoagulant เช่น warfarin, aspirin, NSAID, antiplatelet agent(เช่น ticlopidine, clopidogrel, dipyridamole)
  • ก่อนที่จะทำทันตกรรมหรือการผ่าตัด ควรหยุด Evening primroseอย่างน้อย 14 วัน

อาการข้างเคียง เช่น ปวดท้อง,ท้องเสียได้บ้าง โดยทั่วไปถือว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยถ้าใช้ในขนาดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาถึงผลไม่พึงประสงค์จากการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสกับการดูแลผิว

ลดสิวและช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี การรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสอาจช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม บรรเทาอาการอักเสบ ลดการอักเสบของเซลล์ที่เป็นสิว เพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น ความกระชับ และความแข็งแรงให้แก่ผิวหนัง

ทั้งนี้ อีฟนิ่งพริมโรสมีกรดแกมมาไลโนเลอิคที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ซึ่งกรดนี้อาจช่วยในการทำงานและโครงสร้างของผิวหนัง นักวิจัยจึงเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสที่อุดมไปด้วยกรดแกมมาไลโนเลอิคจะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีได้

รักษาผื่นผิวหนังอักเสบ แม้ในอดีตบางประเทศจะใช้น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบ ซึ่งเคยมีการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากรดแกมมาไลโนเลอิคในอีฟนิ่งพริมโรสอาจช่วยต้านการอักเสบได้

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสกับสุขภาพผู้หญิง

บรรเทาอาการเจ็บเต้านมในช่วงที่มีประจำเดือน กรดแกมมาไลโนเลอิคจากน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสอาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบ และอาจช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการเจ็บเต้านม รวมทั้งการรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเพียงอย่างเดียวหรือรับประทานร่วมกับวิตามินอีทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน อาจช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการเจ็บเต้านมได้

บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน มีการศึกษาในอดีตที่แนะนำว่าน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมีประสิทธิภาพในการบรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ทั้งอาการซึมเศร้า อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว หรืออาการท้องอืด

โดยเหล่านักวิจัยเชื่อว่าผู้หญิงบางคนมีอาการก่อนมีประจำเดือนเพราะมีความไวต่อฮอร์โมนโปรแลคตินระดับปกติในร่างกาย ซึ่งกรดแกมมาไลโนเลอิคจากน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสจะเปลี่ยนเป็นโพสตาแกลนดินอี 1 ที่อาจช่วยป้องกันการกระตุ้นให้เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนได้

ชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด แม้ในทางวิทยาศาตร์จะยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนว่าน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเกี่ยวข้องกับการเจ็บครรภ์คลอดอย่างไร แต่เคยมีผู้ทดลองรับประทานน้ำมันนี้ในรูปแบบแคปซูลปริมาณ 500-2,000 มิลลิกรัมทุกวันหลังตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์ที่ 38 หรือนำไปสอดทางช่องคลอดเพื่อให้เกิดการชักนำให้เจ็บครรภ์คลอด โดยวิธีการดังกล่าวอาจช่วยให้ปากมดลูกอ่อนตัวและบางลงได้ ทั้งนี้ กรดไลโนเลอิคที่พบในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสอาจไปกระตุ้นการตอบสนองของฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินในร่างกาย และส่งผลให้ระยะเวลาในการคลอดสั้นลง

รักษาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยทอง อาการร้อนวูบวาบตามร่างกายเป็นอีกปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของหญิงวัยทอง จากการศึกษาโดยให้หญิงวัยทองรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสปริมาณ 500 มิลลิกรัม ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าน้ำมันนี้ช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของการเกิดอาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย และอาจช่วยให้คุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ดีขึ้นด้วย เช่น ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเข้าสังคม ความต้องการทางเพศ เป็นต้น

สารสกัดจากองุ่น 

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Vitis vinifera L.
ชื่อวงค์  : VITACEAE

สารสกัดที่ได้จากเมล็ดองุ่น

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ :  Oilgomeric Proanthocyanidins (โอลิโกเมอริก โปรแอนโธไซยานิดินส์) หรือ OPCs

แหล่งที่มา ของ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed extract, GSE) เป็นสารประกอบ phenolic compounds ที่สกัดจากส่วนของเมล็ดองุ่น (Vitis vernifera Linn) ปกติ ได้จากเมล็ดขององุ่นแดง Vitis vinifera ซึ่งเป็นผลพลอยได้ (by product) จากการผลิตน้ำองุ่น

OPCs เป็นสาระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มของไบโอฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติที่สำคัญ ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

สารสกัดจากเมล็ดองุ่นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าวิตามิน E ถึง 50 เท่า และมากกว่าวิตามิน C ถึง 20 เท่า จึงทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Super Antioxidant” โดยสามารถวัดค่าความสามารถใน การต้านอนุมูลอิสระ (oxygen radical absorbance capacity ) หรือORAC SOORE สูงถึง 12,500 หน่วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

• สารสกัดจากเมล็ดองุ่นทำให้เลือดแข็งตัวช้า ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่เป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด ไม่ควรรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
• ก่อนการผ่าตัดหรือทำฟัน คุณควรหยุดรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดจากเมล็ดองุ่น เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายไหลไม่หยุด
• หากจะรับประทานอาหารเสริม ที่ทำจากสารสกัดเมล็ดองุ่น ให้ได้ผลดี ควรทาน ก่อนอาหารเช้า และก่อนเข้านอน(ตอนท้องว่าง) จะได้ผลดีที่สุด
• จำเป็นที่ต้องพิจารณาปริมาณของสารเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสม ซึ่'โดยปกติแล้ว สารสกัดจากเมล็ดองุ่นควรมีปริมาณสาร POC อยู่ที่ประมาณ 92-95%

คุณสมบัติเด่นของ OPCs จากเมล็ดองุ่น

1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิด “Super antioxidant” สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ทุกรูปแบบและจำนวนมาก

2. ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 20 – 30 นาที และยังคงอยู่ภายในร่างกายได้นานถึง 72 ชั่วโมง

3. สามารถรวมตัวได้ดีกับคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง หลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรง มีความยืดหยุ่น ลดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น

4. ทำงานร่วมกับวิตามินซี ในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายมีความแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี

5. สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน และสามารถผ่านแนวกั้นสมองได้ (Blood Brain Barrier)

คุณประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

1. ปรับสภาพผิว คงความกระชับ ลดริ้วรอยล่องลึก

ปกป้องเส้นใยคอลลาเจนในชั้นผิว ได้แก่ คอลลาจิเนส (Collagenase) และอีลาสเตส (Elastase) ไม่ให้ถูกทำลาย จึงส่งผลให้ผิวคงความยืดหยุ่นแข็งแรง เนียนกระชับ ไร้ริ้วรอยร่องลึกและความแห้งกร้าน ไม่แก่ก่อนวัย นอกจากนี้เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยลดการผลิตเม็ดสีผิว ทำให้รอยฝ้าและกระ จางลง รวมทั้งมีผิวที่สดใสมากขึ้น

2. ป้องกันเส้นเลือดขอด

มีคุณสมบัติพิเศษในการรวมตัวกับคอลลาเจนของผนังหลอดเลือดจำพวก อีลาสติกไฟเบอร์ (Elastic Fiber) ทำให้หลอดเลือดมีคุณสมบัติทางชีวเคมีที่ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นให้กับเส้นเลือด นอกจากนี้ยังป้องกันอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายผนังหลอดเลือด และช่วยทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ไม่เปราะหรือแตกหักง่าย ป้องกันเส้นเลือดเสื่อมสภาพและแตกรั่ว อันเป็นสาเหตุของปัญหาเส้นเลือดขอด จึงช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดหรือโป่งพองได้ โดยเฉพาะที่น่อง และช่วยบำบัดความผิดปกติของเส้นเลือดส่วนปลายชนิดเรื้อรัง

3. กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต สาร OPCs ปริมาณสูง จะมีประสิทธิภาพมากในการกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด ด้วยการยับยั้งการเกาะตัวของคลอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด นอกจากนี้ยังเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) และความแข็งแรงของหลอดเลือด เป็นผลให้ความดันโลหิตเป็นปกติ มีงานวิจัยพบว่า OPCs สามารถป้องกันไม่ให้คลอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL Cholesterol) ถูกออกซิไดซ์ จึงช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และไขมันอุดตันในเส้นเลือด

4. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานมักมีฮอร์โมนอินซูลินน้อย อันเกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนชนิดนี้ไม่เพียงพอ รวมถึงสาเหตุจากอินซูลินในร่างกายทำงานผิดปกติ จากการทดลองพบว่า สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังช่วยป้องกันเบต้าเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ในตับอ่อนอันมีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

5. ช่วยชะลอการเกิดภาวะต้อกระจก ,จอประสาทตาเสื่อม โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลูกตาเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดฝอยละเอียดอ่อนมากที่สุด ซึ่ง Retina เป็นส่วนที่ต้องใช้เลือดหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก จากการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่อดวงตา พบว่า สามารถช่วยลดอาการปวดตา และความเสื่อมของดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ เพราะสาร OPCs ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นเลือดที่ดวงตา จึงสามารถป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพ (Retina) โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมักมีปัญหาหลอดเลือดฝอยเสื่อมสภาพ เพราะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป รวมทั้งยังป้องกันการเสื่อมของดวงตาด้วย โดยเฉพาะโรคต้อกระจก และยังช่วยปรับสภาพการมองเห็นในที่มืดให้ดียิ่งขึ้น

ขนาดรับประทาน

เทียบขนาดรับประทาน จากสารสกัดจากเมล็ดองุ่นที่ได้รับมาตรฐานสากล ซึ่งมีปริมาณ OPCs 95%

- เพื่อความงามและต้านอนุมูลอิสระในชีวิตประจำวัน รับประทาน 50 – 100 มก./ วัน

- เพื่อรักษาโรคเส้นเลือดขอด รับประทาน 150 - 300 มก./ วัน - เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด รับประทาน 100 - 300 มก./ วัน

- เพื่อลดอาการประสาทตาเสื่อม รับประทาน 300 มก./ วัน - เพื่อลดอาการสมองเสื่อม รับประทาน 400 มก./ วัน

- เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต รับประทาน 50 – 100 มก./ วัน * จากการศึกษาความปลอดภัย พบว่า ไม่มีผลร้ายใดๆ แม้จะรับประทานในปริมาณสูง หรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน

 

บทความทั้งหมด