ขมิ้น

Showing all 5 results

ยาสมุนไพรลดกรดในกระเพาะอาหาร

อาการที่แสดงว่ามีกรดมากเกินไปในกระพาะ คือปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่เหนือสะดือ แสบร้อน, แน่นอึดอัดท้องหลังรับประทานอาหาร, อิ่มเร็วกว่าปกติ เรอหรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย


ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

ชื่ออื่นๆ :  ขมิ้น , ขมิ้นแดง , ขมิ้นหยวก , ขมิ้นหัว ,ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) , ขี้มิ้น (ภาคใต้) , ตายอด (กะเหรี่ยงกำแพงเพชร) ,สะยอ (แม่ฮ่องสอน) หมิ้น (ตรัง)

ชื่อสามัญ : Turmeric

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa Linn

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

รูปแบบและขนาดวิธีการใช้ขมิ้นชัน

ใช้ภายใน(ยารับประทาน):
• ยาแคปซูลที่มีผงเหง้าขมิ้นชันแห้ง 250 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน อาจปั้นเป็นลูกกลอนกับน้ำผึ้ง
• เหง้าแก่สดยาวประมาณ 2 นิ้ว ขูดเปลือก ล้างน้ำให้สะอาดตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำ รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง
ใช้ภายนอก:
• ใช้เหง้าขมิ้นแก่สดฝนกับน้ำสุก หรือผงขมิ้นชันทาบริเวณที่เป็นฝี แผลพุพอง หรืออักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย
• เหง้าแก่แห้ง บดเป็นผงละเอียด ทาบริเวณที่เป็นเม็ดผื่นคัน
• เหง้าแห้งบดเป็นผง นำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืช ทำน้ำมันใส่แผลสด
• เหง้าแก่ 1 หัวแม่มือ ล้างสะอาดบดละเอียด เติมสารส้มเล็กน้อย และน้ำมันมะพร้าวพอแฉะๆใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลพุพอง ที่หนังศีรษะ

ขนาดที่ใช้ในการรักษาอาการ dyspepsia
รับประทานผงขมิ้นชันในขนาด 1.5 - 4 กรัมต่อวัน โดยแบ่งให้วันละ 3 - 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือรับประทานขมิ้นชันในรูปแบบแคปซูลที่มีผงเหง้าขมิ้นชันอบแห้ง 250 มก. รับประทานครั้งละ 2 – 4แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

องค์ประกอบทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการ dyspepsia
ประกอบด้วยสารสําคัญ 2 กลุ่มคือ

  1. curcuminoids ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ให้สีเหลืองส้ม มีประมาณ 1.8 – 5.4% ประกอบด้วย curcumin และสารอนุพันธ์ของ curcumin ได้แก่ desmethoxycurcumin และ bisdesmethoxycurcumin
  2. น้ำมันหอมระเหย (volatile oils) สีเหลืองอ่อน ที่มีอยู่ประมาณ 2 – 6% ประกอบด้วยสารประกอบmonoterpenes และ sesquiterpenes เช่น turmerone, zingeberene, curcumene, borneol 

ฤทธิ์ทางเภสัชของขมิ้นชัน

  • การวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันต่อการต้านไวรัส พบสารเคอร์คูมิน และเคอร์คูมินโบรอนคอมเพล็กซ์คลอไรด์ สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี โปรทีเอส 1 และ 2 (HIV-1 protease,HIV-2 protease) และพบสารเคอร์คูมินอยด์สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี อินทิเกรส 1 (HIV-1 integrase) เอนไซน์โทโพไอโซเมอเรส 1 และ 2 (topoisomerase I,II)
  • การวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันกับหนูที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยการให้หนูกินน้ำมันขมิ้นชัน 25% และ 5% พบว่า ขมิ้นชันสามารถยังยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ ด้วยการลดจำนวนเซลล์ และขนาดของเซลล์มะเร็ง
  • การวิจัยฤทธิ์ผลของขมิ้นชันแคปซูลในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลําไส้เล็กดูโอดีนัมที่มีอาการปวดท้อง โดยให้ขมิ้นชันในรูปแคปซูลขนาด 250 มก. รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ทําการส่องกล้องตรวจตั้งแต่เริ่มการรักษาและเมื่อครบ 4, 8 และ 12 สัปดาห์หลังการรักษา ผลการศึกษาพบว่าสามารถทำให้แผลในกระเพาะและลำไส้เล็กลงได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ขมิ้นชันกับกรดไหลย้อน 

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรไทย ที่ใช้หัวเหง้าทำเป็นยารักษา ซึ่งจะมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ที่สำคัญคือ มีงานวิจัยศึกษารองรับว่าขมิ้นชัน ช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ดังนี้

  • กระตุ้นการหลั่งเมือก (Mucin) มาเคลือบที่กระเพาะ
  • มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยสารสำคัญ ชื่อ เคอร์คิวมิน (Curcumin) มีฤทธื์ต้านการอักเสบได้ แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปวด หรือลดไข้
  • มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร (Wound healing) โดยมีน้ำมันหอมระเหย ชื่อ เทอเมอร์ริก (Turmeric) เป็นสารออกฤทธิ์ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีการทดลองทางคลินิกในผู้ที่มีอาการปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหาร โดยให้ขมิ้นชันเทียบกับยาลดกรด รวมถึงอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร พบว่าขมิ้นชันสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่สบายท้องต่างๆ ได้ 
  • มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย จากน้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชัน
  • มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผล สามารถช่วยไม่ให้แผลในทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น

การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและสมุนไพรทางเลือก
ในการแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้การรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการรับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือยาลดกรดเพื่อรักษาแผลในกระเพาะร่วมกับการปรับพฤติกรรมต่างๆ ส่วนในกรณีที่ใช้ยาสมุนไพร “ขมิ้นชัน” ได้รับการยอมรับว่าสามารถใช้รักษาแทนยาแผนปัจจุบันได้ และเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน โรคแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการ ท้องอืด จุกเสียด ได้ แต่ต้องควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย

ขนาดและวิธีรับประทานยาขมิ้นชัน
รูปแบบยา: ยาเม็ด ยาแคปซูล

ขนาดและวิธีใช้: รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ขมิ้นชัน
ยา ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร หรือยาแผนปัจจุบัน สามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ทั้งสิ้น ซึ่งหากเกิดอาการผิวหนังอักเสบจากการแพ้ หลังรับประทานยาขมิ้นชัน ควรหยุดรับประทาน และเข้าพบแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์แผนไทย เพื่อประเมินอาการ และรับการรักษาใหม่ที่เหมาะสมต่อไป

ข้อห้ามในการใช้ยาขมิ้นชัน

  • ห้ามใช้ในผู้ที่ท่อน้ำดีอุดตัน หรือผู้ที่ไวต่อยานี้
  • ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ควรระวังการใช้ในเด็ก เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผล และความปลอดภัย
  • ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (Anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (Antiplatelets)
  • ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีกระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450
  • ควรระวังการใช้ร่วมกับยารักษาโรคมะเร็งบางชนิด เช่น doxorubicin, chlormethine, cyclophosphamide และ camptothecin เนื่องจาก curcumin อาจมีผลต้านฤทธิ์ยาดังกล่าว
    สรุป นับว่าขมิ้นชันเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน เมื่อใช้ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตั้งแต่การควบคุมน้ำหนัก งดดื่มสุราและสูบบุหรี่ ไม่รับประทานอาหารเย็นในปริมาณมาก และไม่นอนทันทีหลังมื้ออาหาร และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ลดปัจจัยเสี่ยงในการกำเริบของโรคกรดไหลย้อนอย่างเห็นผลชัดเจน

พริกไทย/ลูกยอ

พริกไทย

ชื่ออื่นๆ / ประจำถิ่น : พริกขี้นก , พริกไทยดำ , พริกไทยขาว , พริกไทยล่อน , พริกน้อย (ภาคเหนือ) , พริก (ใต้)

ชื่อวงศ์ Piperaceae

ลักษณะของพริกไทย
พริกไทยเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นมีความยาวประมาณ 5 เมตร ใบใหญ่คล้ายใบโพธิ์ มีดอกขนาดเล็ก เมล็ดพริกไทยจะมีลักษณะกลมเป็นพวง ออกตรงข้อของลำต้น

พริกไทยแบ่งตามวิธีการเก็บ และเตรียมได้เป็น 2 ชนิด คือ
พริกไทยดำ (Black pepper) ได้จากการนำเอาพริกไทย ที่แก่เต็มที่ แต่ยังไม่สุก มาตากแดดให้แห้ง จนออกเป็นสีดำ และไม่ต้องปลอกเปลือก
พริกไทยขาว (White pepper) หรือพริกไทยล่อน ได้มาจากการนำ เอาพริกไทยที่สุกเต็มที่ มาแช่ในน้ำเพื่อลอกเปลือกออก แล้วนำไปตากให้แห้ง

สายพันธ์ุพริกไทยที่นิยมปลูกกันมีด้วยกัน 6 สายพันธุ์ คือ

  1. พันธุ์ใบหนา
  2. พันธุ์บ้านแก้ว
  3. พันธุ์ปรางถี่ธรรมดา
  4. พันธุ์ปรางถี่หยิก
  5. พันธุ์ควายขวิด
  6. พันธุ์คุชชิ่ง

องค์ประกอบทางเคมีของพริกไทย

ในผลมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ 1% - 2.5% ประกอบด้วย beta-caryophyllene (28.1%), delta-3-carene (20.2%), limonene (17%), beta-pinene (10.4%), alpha-pinene (5.8%), terpinolene, alpha-copaene, alpha-humulene, delta-cadinene, camphene เป็นต้น

พบสาร alkaloid 5-9% โดยมีอัลคาลอยด์ piperine และ piperettine (ทำให้เกิดกลิ่นฉุนและเผ็ด) เป็นองค์ประกอบหลัก และพบอัลคาลอยด์อื่นๆ เช่น chavicine, piperyline, piperoleines A, B, C piperanine

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

• เพิ่มการหลั่งน้ำย่อยของระบบทางเดินอาหารและเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้
• มีฤทธิ์ในการลดไข้ กระจายความเย็นที่กระทบร่างกายทำให้เกิดไข้
• ฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิ และเชื้อแบคทีเรีย
• ฤทธิ์ในการลดไขมันในเลือด

การศึกษาทางคลินิก : ยาสมุนไพรที่มีขมิ้นและพริกไทยเป็นส่วนประกอบ มีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื่องจากใน พริกไทยดำ ก็มีสารสารอัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็จะถูกทำปฏิกิริยา เปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งได้ จึงเห็นได้ชัดว่า พริกไทย ไม่ได้มีประโยชน์อย่างเดียว แต่ก็มีโทษด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้ใช้ในปริมาณ ที่พอเหมาะ อีกทั้งผู้ที่ป่วยเป็นโรคตา และโรคริดสีดวงทวาร ไม่ควรทานพริกไทยดำ เพราะจะทำให้อาการ กำเริบขึ้นได้ ทำให้ตาลาย เวียนศีรษะ เกิดฝีหนองเนื่องจากพริกไทยมีคุณสมบัติร้อนและแห้ง ถ้ากินมากทำให้ม้าม กระเพาะอาหาร ปอดถูกทำลาย คนที่กินพริกไทยมากและบ่อยเกินไป ทำให้ตาอักเสบได้ง่าย ทำให้คอบวมอักเสบเจ็บคอบ่อย เป็นแผลในปากและฟันอักเสบเป็นหนอง

ยอ

ชื่ออื่น/ขื่อท้องถิ่น  : ยอบ้าน (ภาคกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,Noni (ฮาวาย) ,Meng kudu (มาเลเซีย) ,Ach (ฮินดู)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia

ชื่อสามัญ  : Indian mulberry

วงศ์ : Rubiaceae

ลูกยอที่มีในบ้านเรา เป็นจีนัส สปีชี่เดียวกับของตาฮีติ ที่มีขายทั่วโลก คือถือเป็นพันธ์เดียวกัน

งานวิจัย :มีสามรายงานที่มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  1. ในลูกยอมีสาร Polysaccharide ( noni PPt ) มีผลต่อเซลล์ของมะเร็งคือ ต้านมะเร็ง Lewis lung carcinoma ได้จริง และยืดอายุของหนูที่เป็นมะเร็งนี้ได้จริง แต่ยังไม่มีการวิจัยในคน ( Phyto ther Resp 1999 )
  2. อาจมีผลป้องกันมะเร็งได้ จากการที่มีสาร Anti oxidant โดยดูการลด DMBA-DNA adduct formation และด้วยกลไกอื่นๆอย่างไรก็ตามไม่มีรายงานในคนว่าผู้ที่ทานลูกยอ จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน หรือรักษามะเร็งได้ ซึ่งต่างจากกระเทียมที่มีรายงานทางระบาดวิทยาว่าผู้ที่ทานกระเทียมจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้ใหญ่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน และสารสกักระเทียมยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดกว่า
  3. จากการวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกยอสามารถช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน และป้องกันมะเร็งได้ โดยในลูกยอจะมีสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคในร่างกาย และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลูกลาม แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง นอกจากนี้มีฤทธิ์แก้ปวดกระตุ้นเอนไซม์ในลำไส้เล็กให้ทำงานดีขึ้น

องค์ประกอบทางเคมี
สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ ทั้งในส่วนของ ผล ใบ และราก มีหลายชนิด เช่น

  • scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine
  • สารในกลุ่ม anthraquinones เช่น anthraquinone glycoside , morindone และ rubiadin รวมถึง
  • flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E 
  • vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene และ linoleic acid ซึ่งสารเหล่านี้
  • flavone glycoside และ iridoid glycoside 

ข้อควรระวัง

น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L พอๆกับน้ำส้ม และน้ำมะเขือเทศ และมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังทานน้ำลูกยอแล้วมีโปตัสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จึงไม่ควรทานในโรคไต

ในประเทศไทย มีรายงานผลการรักษาคนไข้ที่มีอาการและอาเจียน หลังจากฟื้นจากโรคมาลาเรีย โดยเทียบกับ metoclopamide และชาจีน พบว่าต้านการอาเจียนไม่ดีเท่า metoclopamide แต่ให้ผลดีกว่าในกลุ่มควบคุม แต่เป็นการตากแห้งชงน้ำไม่ใช่ทานน้ำคั้นสด

โดยสรุป ลูกยอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีวิตามินซี โปตัสเซียม วิตามิน เอ สูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยชะลอการแก่และต้านมะเร็ง โดยหลักการแล้วน่าจะป้องกันมะเร็งได้บ้าง เหมือนกับการทานผักผลไม้สดทั้งหลาย ตัวน้ำลูกยอมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด Lewis lung carcinoma แต่มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยมาก การทานน้ำลูกยอไม่มีอันตรายเว้นผู้ป่วยโรคไต และเป็นไปได้ว่าลูกยอไทย อาจจะไม่ต่างหรืออาจะดีกว่าหรือด้อยกว่าของต่างประเทศก็ได้ แต่เป็นพันธ์เดียวกัน

บทความทั้งหมด