กวาวเครือขาว

แสดง %d รายการ

ยาสมุนไพรดูแลสุขภาพผู้หญิง

ปัญหาการปวดท้องประจำเดือนจะพบได้บ่อยถึง 80 % และเมื่อเวลาเจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงมักไม่กล้าไปพบแพทย์ ดังนั้นสมุนไพรเป็นทางเลือกผู้หญิงสามารถใช้ดูแลตัวเองได้


กวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว

เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มี 2 พันธุ์ คือ

  1. Pueraria candollei Graham ex Benth. var. mirifica (Airy Shew Savat.) พบมากในจังหวัดสระบุรี โดยฝักจะมีขนยาว
  2. Pueraria candollei Graham ex Benth. var. candollei พบมากในจังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปคล้ายคลึงกันคือ เป็นไม้เถา เนื้อแข็ง เลื้อยพันตามไม้ใหญ่  ดอกคล้ายดอกแคขนาดเล็กออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง สีน้ำเงินอมม่วง ฝักเล็กแบนบาง มีหัวใต้ดินคล้ายมันแกวขนาดใหญ่ เนื้อในสีขาว

หัวใต้ดินถูกนำมาใช้ประโยชน์ โดยมีสรรพคุณแผนโบราณ ใช้เป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์และมดลูก 

วิธีการใช้ตามตำรายาของหลวงอนุสารสุนทร ใช้กวาวเครือขาวผสมกับน้ำผึ้ง ตรีผลา หรือนมสด ปั้นเป็นยาเม็ดขนาดเท่าเม็ดพริกไทย แต่มีข้อห้ามไม่ให้คนหนุ่มสาวรับประทานและหากรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเป็นอันตรายได้

กวาวเครือขาวจัดเป็นสมุนไพรควบคุม (รวมทั้งกวาวเครือแดงและกวาวเครือดำ) มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้รับความสนใจเนื่องจากมีสารที่มีโครงสร้างทางเคมีและออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง เรียกว่า phytoestrogen ได้แก่ deoxymiroestrol และ miroestrol

มีการวิจัยถึงฤทธิ์ของกวาวเครือขาวต่อสุขภาพของสตรี

ซึ่งเน้นประโยชน์เพื่อช่วยลดอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน ดยมีการศึกษาฤทธิ์ของกวาวเครือขาวต่ออาการต่อไปนี้

  • ลดอาการร้อนวูบวาบ
  • ลดภาวะกระดูกพรุน
  • มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยในเรื่องของความจำและการเรียนรู้  และมี
  • ผลช่วยลดอาการช่องคลอดแห้งในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้

แต่งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองเท่านั้น ซึ่งงานวิจัยทางคลินิกยังมีน้อยมาก

อีกทั้งยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงขนาดที่ใช้ อาการข้างเคียง และความเป็นพิษ เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้เอง 

จากโครงสร้างของสารสำคัญในกวาวเครือขาวที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นอาจไปรบกวนระบบฮอร์โมนในร่างกาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

สำหรับการใช้กวาวเครือขาวในรูปแบบครีมทาภายนอกเพื่อขยายหน้าอก ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าช่วยเพิ่มขนาดได้

นอกจากนี้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือขาวยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆ อย่างในกระบวนการผลิต เช่น ส่วนผสม สารสำคัญในการนำพาสารเข้าสู่เซลล์ และความคงตัวของสาร เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป 

 

วิธีใช้ และวิธีรับประทานกวาวเครือขาว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะนำและกำหนดวิธีรับประทานกวาวเครือขาว เพื่อให้เหมาะสมและเกิดความปลอดภัยในการรับประทาน คือ ไม่ควรเกิน 1,00 มิลลิกรัมต่อวัน

หากเป็นแคปซูล คือ วันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็น ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง งดเว้นการทานช่วงที่มีประจำเดือน ควรรอให้ประจำเดือนหมดแล้วค่อยทาน

สำหรับวิธีการรับประทานเป็นสมุนไพรจะใช้ผงกวาวเครือขาวผสมกับน้ำผึ้ง จากนั้นปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยแล้วรับประทานวันละ 1 เม็ด นอกจากนี้ไม่ควรรับประทานยากวาวเครือขาวพร้อมๆ กับยาคุมกำเนิด

ข้อควรระวังการใช้กวาวเครือขาว

  1. ม่ควรใช้กวาวเครือขาวกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
  2. คุณแม่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  3. ผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง เนื้องอก
  4. ผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์โต
  5. ผู้ป่วยที่มีซีสต์
  6. ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ 
  7. ผู้ที่ดื่มสุราหรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ 
  8. ผู้ที่มีอาการม้ามโต

ควรรับประทานกวาวเครือขาวในปริมาณที่กำหนด และไม่รับประทานติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน เพราะอาจทำให้เยื่อหุ้มอัณฑะหนา หรือเต้านมแข็งเป็นก้อน ทำให้มีอาการม้ามโต อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรืออาการท้องอืดได้

การนำกวาวเครือขาวมารับประทานเพื่อใช้บำบัดโรคเป็นครั้งคราวอาจไม่มีอันตรายใดๆ แต่ควรรับประทานตามขนาดอย่างเคร่งครัด เนื่องจากตำรายาไทยแผนโบราณมีข้อห้ามบางประการ ถึงแม้ว่ากวาวเครือขาวจะมีคุณประโยชน์มากก็ตาม

ดังนั้น หากไม่แน่ใจ หรือมีโรคประจำตัวก็ควรปรึกษาแพทย์ หรือแพทย์แผนไทยก่อน ก็จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยที่สุด

ตามประกาศของกระทรวงสาธาณสุข

ระบุว่า ให้ใช้กวาวเครือขาวเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาสมุนไพรเพื่อใช้บำรุงร่างกายและไม่ควรรับประทานเกินวันละ 100 มก./วัน ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมดลูกและมะเร็งเต้านมหรือเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่ควรใช้กวาวเครือขาว

สำหรับสรรพคุณในการบรรเทาอาการวัยหมดประจำเดือนและเพื่อความงามในการขยายหน้าอกในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อร่างกาย

สมุนไพรบำรุงน้ำนม

เนื่องจากเมื่อทารกคลอดออกมาจำเป็นต้องดูดนมแม่ สารอาหารที่ได้จึงได้ผ่านทางน้ำนมแม่ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารในระยะหลังคลอดเพื่อบำรุงน้ำนมจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมารดาหลังคลอดและทารกอย่างมาก

ตัวอย่างสมุนไพรที่หาได้ง่ายและสามารถนำไปประกอบเมนูอาหารเพื่อเพิ่มน้ำนม

  • ใบกะเพรา ในใบจะมีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหารสูง ความร้อนจากใบกะเพราช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งถ้าเด็กได้รับจากนมแม่ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อในเด็กด้วยนำมาทำ ผัดกะเพรา แกงป่าหรือผัดเผ็ด
  • หัวปลี อุดมไปด้วยแคลเซียม (มากกว่ากล้วยสุกถึง 4 เท่า) โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี บีตาแคโรทีน ช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ บำรุงเลือด ตั้งแต่โบราณสอนกันต่อๆมาว่าผู้หญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ให้กินหัวปลีมากๆ จะได้มีน้ำนมให้เลี้ยง นำมาทำยำหัวปลี ลวกจิ้มน้ำพริก (เวลาลวกให้ใส่เกลือและน้ำตาลลงในน้ำที่ต้มด้วย จะได้ลดความฝาด)
  • กุยช่าย มี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก คาร์โบไฮเดรตบีตาแคโรทีนวิตามินซี ช่วยขับน้ำนม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม นำใบมากินสดแกล้มกับอาหารอื่นๆ แต่ที่นิยมคือ ใส่ผัดไทย

ตัวอย่างสมุนไพรที่สามารถนำมาทำเครื่องดื่ม หรือของหวานเพื่อเพิ่มน้ำนม

ขิง มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง คาร์โบไฮเดรต ขับลม แก้อาเจียน ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้น้ำนมไหลได้ดี ลดอาการอาเจียน และเชื่อว่าเมื่อคุณแม่กินเข้าไป สรรพคุณที่ดีของขิงจะผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก ทำให้ลูกไม่ปวดท้อง เมนูเครื่องดื่มและของหวาน เช่น น้ำขิงต้มอุ่นๆ  บัวลอยน้ำขิง

นอกจากอาหารแล้ว คุณแม่หลังคลอดควรดื่มน้ำอุ่นมากๆเพราะขณะที่แม่ให้นมร่างกายจะสูญเสียน้ำถึงวันละ 2 ลิตร (ประมาณ 2 ขวดลิตร)จึงควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยให้เพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์อย่างมากทั้งตัวคุณแม่หลังคลอดเองและตัวลูกน้อย เพราะพัฒนาการทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาที่สมบูรณ์หรือไม่นั้น ย่อมมาจากการได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ

ขิง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย เพราะขิงมีฤทธิ์ร้อนจึงช่วยระบบการไหลเวียนเลือดได้ดี ช่วยระบบการเผาผลาญ หลายคนนอกจากกินขิงเพื่อกระตุ้นน้ำนมแม่แล้ว ขิงยังดีกับคนที่กำลังลดน้ำหนักด้วย

ส่วนผสมทำน้ำขิง เรียกน้ำนมแม่

  • ขิงแก่บด หรือหั่นฝานบางๆ
  • น้ำสะอาดต้ม
  • น้ำผึ้ง มะนาว เกลือ

วิธีต้มน้ำขิง เรียกน้ำนมแม่

  • นำขิงใส่ในหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไปต้มจนเดือด
  • กรองเอาขิงออก เหลือแต่น้ำขิง พักไว้จนอุ่นๆ
  • อาจจะเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เกลือ หรือมะนาวเล็กน้อย ตามชอบ

คำเตือนสำหรับแม่ที่ให้นมลูก อย่าดื่มน้ำขิงเกินวันละ 2 แก้ว : สำหรับแม่ให้ที่ให้นมลูก ไม่ควรดื่มน้ำขิงมากเกินไป โดยควรดื่มวันละ 1-2 แก้วเท่านั้น เพราะหากดื่มน้ำขิงมากเกินไป อาจมีผลให้ลูกเกิดอาการ “ตาแฉะ” ได้ เพราะความร้อนจากขิงจะส่งผ่านไปทางน้ำนม เมื่อลูกกินนมแม่ก็จะร้อนและขับออกมาทางร่างกาย ส่งผลให้ลูกมี “ตาแฉะ” ได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณแม่จะกินอาหารอะไร ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมไม่โด๊ปจนมากเกินไป

การกระตุ้นน้ำนม นอกจากอาหารต่างๆ แล้ว วิธีช่วยให้น้ำนมแม่มาเร็วและมีมากขึ้นทำได้ไม่ยาก เพียงทำตามหลัก 3 ดูด คือ

  1. ดูดเร็ว เริ่มให้ลูกดูดนมเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด
  2. ดูดบ่อย ควรให้ลูกดูดนมบ่อยตามที่ลูกต้องการ ประมาณวันละ 8 ครั้งขึ้นไป แต่ใน 1 - 2 วันแรก ลูกอาจยังง่วงอยู่ ปลุกแล้วก็ยังไม่ค่อยอยากตื่น อาจจะรอสักครึ่งชั่วโมงแล้วปลุกใหม่ แต่ถ้ายังไม่ตื่นอีก แบบนี้อาจต้องให้พักก่อน แล้วค่อยเริ่มให้ดูดใหม่ในมื้อถัดไปเมื่อลูกตื่น ยิ่งลูกตื่นตัวดีเขาก็จะดูดนมได้ดี และช่วงที่ลูกยังไม่ดูดนม คุณแม่ก็อย่าลืมบีบน้ำนมออกบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมด้วย
  3. ดูดอย่างถูกวิธี โดยให้ลูกอมงับลานนมให้ลึกพอ และดูดจนเกลี้ยงเต้า

บทความทั้งหมด