น้ำยาบ้วนปาก
บ้วนปาก

Showing all 4 results

น้ำยาบ้วนปาก

กลิ่นปาก คือ ก๊าซซัลเฟอร์ ก่อตัวมาจากแบคทีเรียในช่องปาก เศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ น้ำยาบ้วนปากที่ดีจะช่วยในการควบคุมหรือระงับกลิ่นปากได้


น้ำยาบ้วนปาก

น้ำยาบ้วนปาก 

น้ำยาบ้วนปาก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคนิยมใช้เพื่อรักษาสุขภาพในช่องปาก โดยเชื่อว่าจะสามารถดับกลิ่นปาก รักษาสุขภาพฟันและเหงือกได้ จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวช่วยเพื่อขจัดสิ่งสกปรกในส่วนที่การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันนั้นทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง 

ในท้องตลาดมีน้ำยาบ้วนปากมากมายให้ผู้บริโภคเลือกใช้ โดยมีสรรพคุณลดกลิ่นปาก ลดอาการปากแห้ง ทำให้ฟันขาว ยับยั้งฟันผุ ยับยั้งคราบจุลินทรีย์ (Plaque) หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพช่องปากทั้งมวล ประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดและส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้

  1. น้ำยาบ้วนปากชนิดทั่วไป (Cosmetic Mouthwash)

เป็นน้ำยาบ้วนปากชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือสารชีวภาพ และไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากได้ น้ำยาบ้วนปากชนิดนี้จึงอาจควบคุมกลิ่นปากได้เพียงชั่วคราวหรือในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

     2.น้ำยาบ้วนที่ใช้รักษาโรคในช่องปาก (Therapeutic Mouthwash)

เป็นน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมในการช่วยกำจัดแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก รวมไปถึงช่วยป้องกันการเกิดโรคปริทันต์และโรคเหงือกอักเสบ เช่น ฟลูออไรด์ คลอร์เฮกซิดีน หรือเซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ เป็นต้น

ส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปาก

ส่วนผสมเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้น้ำยาบ้วนปากมีประสิทธิภาพ บางชนิดอาจทำให้ฟันขาว ดับกลิ่นปากหรือยับยั้งแบคทีเรีย ตัวอย่างส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปากมีดังนี้

  • คลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นส่วนประกอบอย่างดีในการรักษาโรคปริทันต์และต้านคราบจุลินทรีย์ แต่อาจทำให้เกิดคราบสีบนผิวฟันได้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • เซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ (Cetylpyridinium Chloride) เป็นสารประกอบแอมโมเนียมที่สามารกำจัดแบคทีเรียและยับยั้งการก่อตัวของคราบจุลินทรีย์ได้ รวมไปถึงเป็นตัวช่วยในการกำจัดกลิ่นปากได้อย่างดี
  • สารประเภทดีเทอร์เจนส์ (Detergents) โซเดียมลอริลซัลเฟตและโซเดียมเบนโซเอตเป็นตัวอย่างของดีเทอร์เจนส์ในน้ำยาบ้วนปาก ที่ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์และมักใช้ก่อนแปรงฟัน
  • น้ำมันหอมระเหย  น้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมหลัก มักใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น เมนทอลและยูคาลิปตอล ที่ทำหน้าเหมือนตัวดับกลิ่นปากและช่วยในการต้านแบคทีเรีย
  • ฟลูออไรด์ น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์อย่างเข้มข้น เช่น สแตนนัสฟลูออไรด์หรือโซเดียมฟลูออไรด์นั้นช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่ถ้าใช้ทั้งยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และน้ำที่เติมฟลูออไรด์อยู่แล้ว ก็ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์อีกหากไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดฟันผุจริง ๆ
  • สมุนไพรหรือส่วนผสมจากธรรมชาติอื่น ๆ  เช่น สมุนไพรเอ็กไคนาเชีย ต้นโกลเด้นซีล วิตามินซี และว่านหางจระเข้ เป็นต้น
  • เอนไซม์ต้านแบคทีเรีย แบคทีเรียอาจถูกกำจัดได้โดยเอนไซม์ในร่างกายของมนุษย์หรือยาต้านแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ เอนไซม์ที่พบในน้ำยาบ้วนปาก เช่น ไลโซไซม์ และแลคโตเพอออกซิเดส ซึ่งอาจช่วยลดอาการปากแห้งได้ด้วย
  • แอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและยังมีส่วนช่วยในการลดและป้องกันโรคเหงือกอักเสบและคราบจุลินทรีย์เหนือแนวเหงือก แต่อาจทำให้มีอาการแสบร้อนในช่องปากหรือปากแห้งได้
  • ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียและอาจช่วยลดคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกอักเสบ และอาจช่วยให้ฟันขาวขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าหากใช้มากเกินไปจะเกิดการระคายเคืองได้

 

น้ำยาบ้วนปากระงับกลิ่นปากได้จริงหรือไม่ 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นปากคือก๊าซที่เป็นสารประกอบของซัลเฟอร์ ก่อตัวมาจากแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคในช่องปาก เศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ น้ำยาบ้วนปากอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมหรือระงับกลิ่นปากได้ ซึ่งประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับน้ำยาบ้วนปากแต่ละชนิด

ผู้ใช้ควรทำความเข้าใจก่อนว่าน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถนำมาใช้ดูแลสุขอนามัยในช่องปากแทนการแปรงฟันหรือการใช้ไหมขัดฟันได้ และในความเป็นจริงแล้ว กลิ่นปากเกิดจากการที่ดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอ หากใส่ใจในการดูแลช่องปากให้ดีขึ้น น้ำยาบ้วนปากก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

 

ประโยชน์อื่น ๆ ของน้ำยาบ้วนปาก

นอกจากจะสามารถระงับกลิ่นปากได้แล้ว น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมพิเศษบางอย่าง ยังอาจช่วยดูแลปัญหาสุขภาพในช่องปากอื่น ๆ ได้อีกเช่น

  • ทำให้ฟันขาวขึ้น
  • ลดการเกิดฟันผุ
  • ลดการเกิดคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกอักเสบ
  • บรรเทาอาการปวดเฉพาะจุดในช่องปาก
  • บรรเทาอาการต่าง ๆ จากภาวะปากแห้งเนื่องจากน้ำลายน้อย

การใช้น้ำยาบ้วนปาก

น้ำยาบ้วนปากใช้เพื่อเป็นตัวช่วยในการขจัดสิ่งสกปรกบริเวณที่การแปรงฟันหรือไหมขัดฟันเข้าไม่ถึง ไม่สามารถนำมาใช้รักษาสุขภาพช่องปากเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้ การใช้น้ำยาบ้วนปากสามารถใช้ได้ทั้งก่อนและหลังแปรงฟัน

เวลาใช้ควรกลั้วให้ทั่วปากแล้วอมทิ้งไว้ประมาณ 30-60 วินาที ไม่ควรนานเกิน 1 นาที แต่ถ้าทิ้งไว้น้อยกว่า 30 นาทีอาจจะไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร และไม่จำเป็นต้องบ้วนน้ำเปล่าตามหลังการใช้น้ำยาบ้วนปาก

กลืนน้ำยาบ้วนปากเป็นอะไรไหม

การกลืนน้ำยาบ้วนปากมากเกินไปจะส่งผลให้มีอาการคล้าย ๆ กับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จำนวนมากเข้าไป อาจทำให้มีอาการที่เกี่ยวกับลำไส้และท้องที่รุนแรง และยังนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของกรด-เบสในร่างกาย

ข้อควรระวังสำหรับคนท้อง

เนื่องจากคนท้องนั้นอาจจะประสบกับอาการอาเจียนบ่อยครั้ง น้ำยาบ้วนปากจึงเป็นตัวเลือกในการนำมาดูแลสุขอนามัยในช่องปาก น้ำยาบ้วนปากในท้องตลาดอาจไม่อันตรายต่อคนท้องและเด็กในท้องหากไม่ได้กลืนลงไปในปริมาณเยอะ ๆ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์แต่ไร้ซึ่งส่วนผสมของแอลกอฮอล์

แต่หากคนท้องมีปัญหากับการควบคุมคราบจุลินทรีย์ แพทย์อาจแนะนำน้ำยาบ้วนปากที่มีสารต้านจุลชีพ (Antimicrobial) หรือสารต้านแบคทีเรีย (Antibacterial) มากกว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์

ข้อควรระวังสำหรับเด็ก

น้ำยาบ้วนปากไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะเด็กอาจจะกลืนเข้าไปและเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเกิดการเป็นพิษขึ้น โดยเฉพาะหากเด็กกลืนน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูงมาก ๆ เ

เพื่อป้องกันเด็กเล็กกินน้ำยาบ้วนปากจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้ปกครองควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่มีฝาป้องกันเด็กเปิด (Child Proof Cap) เด็กเล็กสามารถหัดให้ใช้น้ำยาบ้วนปากได้ก็ต่อเมื่อเด็กรู้จักการบ้วนออกมา ทางที่ดีควรรับคำแนะนำจากแพทย์ รวมไปถึงอ่านข้อควรระวังและคำแนะนำของน้ำยาบ้วนปากให้ชัดเจน

 

 

การดูแลช่องปากระหว่างจัดฟัน/น้ำยาบ้วนปากเด็ก

ข้อแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากในผู้ที่จัดฟัน 

1. เลือกแปรงและแปรงฟันอย่างถูกวิธี แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟัน อาจมีมากกว่าหนึ่งอัน โดยแปรงสีฟันจะมีลักษณะพิเศษ มีร่องตรงกลางขนแปรงและมีขนาดที่เหมาะสมสำหรับฟันในแต่ละบริเวณ ผู้ที่จัดฟันอาจจะมีแปรงอีกอันหนึ่งที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งสามารถเข้าทำความสะอาดที่ฟันซี่ในๆ ช่องปาก โดยแปรงจัดฟันขนาดปกติ จะใช้ทำความสะอาดฟันทั่วไป แปรงสีฟันไฟฟ้าบางผลิตภัณฑ์ก็มี
หัวแปรงสำหรับคนจัดฟันด้วยเช่นกัน เมื่อจัดฟัน เราจึงควรเลือกหาหัวแปรงจัดฟันดังกล่าวมาใช้งานด้วย

2. เลือกใช้อุปกรณ์ดูแล กำจัด และทำความสะอาดรอบๆ bracket และลวด โดยอาจเลือกใช้แปรงลวดขนขนาดเล็ก (interproximal brush) ที่สามารถสอดเข้าระหว่างลวด กำจัดเศษอาหารออกได้โดยง่าย หรือเลือกใช้เครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดฟัน (Waterpik) อุปกรณ์นี้อาจมีราคาสูงแต่สามารถใช้ฉีดน้ำทำความสะอาดฟันได้ดี

3. ใช้เส้นไหมขัดฟัน โดยใช้ตัวร้อยไหมขัดฟัน ที่สามารถสอดเข้าใต้ลวดได้ทั้งนี้ให้ร้อยไหมขัดฟันเข้าตัวร้อยไหม แล้วนำไปสอดใต้ลวดดัดฟัน เพื่อให้สามารถจับปลายไหมขัดฟันอีกด้านหนึ่งได้ ต่อมาให้ทำการใช้ไหมขัดฟันโอบรอบฟันทำความสะอาดซอกฟัน เหมือนการใช้ไหมขัดฟันตามปกติ หรือใช้ด้ามจับไหมขัดฟันสำเร็จรูปสำหรับคนจัดฟัน

4. ใช้น้ำยาบ้วนปากกำจัดคราบอาหารและสิ่งสกปรกในช่องปาก การใช้น้ำยาบ้วนปากจะสามารถกำจัดคราบอาหารและควบคุมเชื้อโรคในช่องปากได้ น้ำยาบ้วนปากควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์

5. ทาสารเคมีช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ฟัน ภายหลังจากการทำความสะอาดฟันแล้ว สามารถใช้สารเคมีเช่น toothcream หรือ toothmousse (สามารถสอบถามได้จากทันตแพทย์ประจำตัว) เพื่อหามาทาเคลือบบนฟัน เพื่อเสริมสร้างให้ฟันแกร่งขึ้นได้ ในระหว่างที่ทำการจัดฟันนั้น ยังสามารถแจ้งทันตแพทย์ให้ทาสารฟลูออไรด์เสริมทุก ๆ สามถึงหกเดือน เพื่อลดการเกิดฟันผุได้

ห้าข้อง่ายๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติให้ดี เพื่อให้สุขภาพช่องปากแข็งแรงตลอดระยะเวลาที่จัดฟัน

ข้อควรระวังเพิ่มเติมในระหว่างอยู่ในช่วงจัดฟัน

1. ไม่ใช้ฟันกัดแทะของแข็ง เพราะจะทำให้อุปกรณ์หลุดและลวดทิ่มปาก เกิดบาดแผลและติดเชื้อได้ 
2. หากมีอุปกรณ์หลุด ลวดทิ่ม ให้รีบปรึกษาแพทย์
3. เมื่อเล่นกีฬาที่มีการชนหรือกระแทกรุนแรง ควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทำฟันยางครอบป้องกันการเกิดอันตรายรุนแรง ทั้งนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุในขณะเล่นกีฬา อุปกรณ์จัดฟันจะทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปากได้จากการกระแทก หรือชนอย่างรุนแรง แผ่นยางครอบฟันนี้ จะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก
4. ไม่สูบบุหรี่ในระหว่างการจัดฟัน ทั้งนี้จาก งานวิจัยมากมายระบุว่าการสูบบุหรี่จะทำให้เหงือกอักเสบและเกิดโรคเหงือกร่น ทำลายกระดูกลองรับฟัน ทำให้สูญเสียฟันได้ เนื่องจากในการจัดฟัน ฟันเคลื่อนไหวไปมา กระดูกลองรับฟันจะมีการทำลายและสร้างอย่างต่อเนื่อง การสูบบุหรี่จะเสริมให้การทำลายกระดูกเกิดมากกว่าการเสริมสร้างกระดูกนั่นเอง
5. งดอาหารทำร้ายฟัน เช่น ของหวาน ของแข็ง 

  

น้ำยาบ้วนปากเด็ก

ฟันมีพื้นที่ 25 %  ของช่องปาก ในช่องปากยังมี กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ลิ้น ที่แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดอย่างทั่งถึง หากปล่อยให้แบคทีเรียสะสมอยู่บนผิวฟันนานเกิน 24 ชั่วโมง จะเกิดคราบหินปูนทำให้ฟันผุได้

การแปรงฟันอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับวัยกำลังกินเก่งของเด็ก ควรใช้ตัวช่วยเสริมเช่น น้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็ก

ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะเด็กยังมีพัฒนาการด้านการควบคุมการกลืนได้ไม่มาก พอได้กลิ่นหอมๆรสชาดหวานๆ ของน้ำยาบ้วนปาก อาจเผลอกลืนกินเข้าไป จึงยังไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก

การเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากให้เด็ก ควรพิจารณาส่วนประกอบในน้ำยาบ้วนปากเป็นสำคัญ ควรมีฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ  100 ppm   ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเช่น ยูคาลิปตัส เมมนทอล ไทมอล ไม่ควรมีแอลกอฮอลล์ เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ 

บทความทั้งหมด