ของใช้
จิปาถะ

Showing all 12 results

สินค้าเบ็ดเตล็ด

จิปาถะ แปลว่า สารพัด ทุกสิ่งทุกอย่าง  เบ็ดเตล็ด แปลว่า เล็กๆน้อยๆ หลายๆอย่างรวมกัน

ความหมายกว้างๆ หมายถึง สิ่งไม่สำคัญทั้งหลายนั่นเอง


?เกร็ดความรู้จิปาถะ

สารส้มกับสรรพคุณทางยา

สารส้ม  ซึ่งเป็นเกลือเชิงซ้อนของสารประกอบที่มีธาตุอะลูมิเนียมและซัลเฟต เป็นส่วนประกอบหลัก

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
– อะลูมิเนียมซัลเฟต ลักษณะเป็นก้อนผงสีขาว
– โพแทสเซียมอะลั่ม ลักษณะเป็นผลึกใสไม่มีสี
– แอมโมเนียมอะลั่ม ลักษณะเป็นผลึกใสไม่มีสี

แบคทีเรียเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรามีกลิ่นตัว ด้วยคุณสมบัติของสารส้มที่ช่วยลดกลิ่นและแบคทีเรีย จึงสามารถนำสารส้มมาใช้กำจัดกลิ่นตัวได้ 100 % นานถึง 24 ชั่วโมง และยังถ่วงการเกิดกลิ่นได้ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมงอีกด้วย โดยตัวของสารส้มไม่มีอันตรายต่อผิวหนัง เพราะไม่ได้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง 

ในปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวทาที่รักแร้กันมาก เพราะไม่ทำให้รักแร้ดำ มีหลายแบบ เช่น แบบแท่ง, แบบผงแป้ง, แบบโรลออน และแบบสเปรย์ 

สิ่งที่ควรดูก่อนตัดสินใจซื้อ
– กรณีที่ไม่ใช่ผลึกสารส้ม 100% (มีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี และกลิ่นด้วย) ควรเลือกที่มีส่วนประกอบของ อะลูมิเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมอะลัม หรือแอมโมเนียมอะลัม ในปริมาณที่มากที่สุด เพื่อประสิทธิภาพที่มั่นใจได้
– กรณีที่เป็นโรลออน สเปรย์ และผงแป้ง ควรตรวจเช็คสภาพของผลิตภัณฑ์ วันผลิต หรือวันหมดอายุทุกครั้ง

สารส้มจัดเป็นตัวยาสมุนไพรตัวหนึ่งในกลุ่มพวกธาตุวัตถุ มีลักษณะคล้ายกับน้ำตาลกรวด ถ้ามาวางคู่กันมองเผิน ๆ ถ้าคนไม่ชำนาญก็ดูไม่ออก ลักษณะที่แตกต่าง คือ สารส้มเป็นก้อนผลึกสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดมาก 

ในสมัยก่อนคนไทยใช้สารส้มในชีวิตประจำวันมาก โดยเอามาทารักแร้ดับกลิ่นตัว ใช้ทาส้นเท้าแตก โดยเฉพาะในแถบชาวชนบทที่ต้องตักน้ำจากบ่อหรือคลอง หรือสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ น้ำจะขุ่นไม่สะอาด จะเอาสารส้มไปแกว่งน้ำ แล้วทิ้งไว้ให้ตกตะกอนนอนก้นจนได้น้ำใสสะอาดสำหรับดื่มและใช้อาบได้

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า สารส้มมีรสฝาดเปรี้ยว มีสรรพคุณสมานทั้งภายนอกภายใน แก้ระดูขาว แก้หนองใน และหนองเรื้อรัง เป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ปอดอักเสบ เป็นยาขับฟอกล้างโลหิตระดู แก้รำมะนาดเหงือกเป็นแผลบวม ทำให้ฟันมั่นคง แก้แผลในปากคอ สมานแผลห้ามเลือดในแผลเล็กน้อย

สารส้มผงบดละเอียดผสมกับเกลือทำยาสีฟัน นำไปเข้ากับยาสมุนไพรตัวอื่น ๆ หรือใช้เพียงแค่ 2 ชนิดนี้ก็ได้ ใช้แปรงฟันทุกวันทำให้ไม่ปวดฟัน รากฟันคงทนไม่โยกไม่คลอน

การนำไปเข้าตำรับยาไทยส่วนมากจะต้องนำไปสะตุก่อนวิธีการสะตุสารส้ม จะนำเอาสารส้มมาบดให้ละเอียด นำมาใส่หม้อดิน เอาตั้งไฟจนสารส้มละลายฟูขาวดีแล้วยกลงจากเตา จึงนำมาใช้เป็นยาได้ การสะตุสารส้มจะช่วยให้ตัวยาสะอาดขึ้น นำไปใช้ได้ปลอดภัย

 

การล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด

ผักและผลไม้สดที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีสารเคมีตกค้าง รวมไปถึงเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และสารโลหะหนักอื่น ๆ ที่ปะปนมากับผักผลและไม้ ซึ่งสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน สารพิษเหล่านี้จะเกาะกับผิวบางส่วนและแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของผักผลไม้  เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคผักหรือผลไม้ จึงควรที่จะล้างผักหรือผลไม้ให้สะอาดเสียก่อนที่จะนำไปปรุงอาหารหรือบริโภค ซึ่งก็มิวิธีการในการล้างผักให้สะอาดปลอดภัยอยู่มากมายหลายวิธีด้วยกัน ดังนี้

1. น้ำส้มสายชู : ใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดน้ำส้มเข้มข้นประมาณ 5% ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1:10 เสร็จแล้วนำผักไปแช่ไว้ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดวิธีนี้จะช่วยให้สารพิษลดลงได้ถึงร้อยละ 60-84 ไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกในการล้างผัก เพราะอาจเกิดการทำปฏิกิริยากันกับน้ำส้มสายชูนั่นเ

2.ด่างทับทิม : ลักษณะของด่างทับทิมจะเป็นเกล็ดแข็งสีม่วง จัดเป็นสารประกอบประเภทเกลือ ละลายในน้ำได้ โดยจะมีสีออกเป็นสีชมพูหรือม่วงเข้ม เวลาใช้ล้างผักจะใช้ 20-30 เกล็ดละลายลงในน้ำ 4 ลิตร จากนั้นจึงนำผักไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดวิธีนี้จะช่วยขจัดสารพิษปนเปื้อนออกได้มากถึงร้อยละ 35-43 

3. เปิดน้ำไหลผ่าน : การล้างผักด้วยวิธีอาจจะใช้ภาชนะในการล้างเป็นตะแกรงโป่ง โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ ใส่ตะแกรงเปิดน้ำให้ไหลผ่านด้วยระดับความแรงพอประมาณ โดยในระหว่างที่ล้างควรจะใช้มือช่วยในการล้างไปด้วยเป็นเวลาประมาณ 2 นาทีวิธีนี้จะช่วยขจัดสารพิษออกจากสารพิษได้ถึงร้อยละ 25-63 

4. เกลือป่น :การล้างด้วยวิธีนี้จะใช้เกลือป่นประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำประมาณ 4 ลิตร แช่ผักหรือผลไม้ไว้นาน 10 นาที จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างออกวิธีนี้จะช่วยให้สารพิษลดลงได้ร้อยละ 27-38

5.โซเดียมไบคาร์บอเนต : การใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือ เบกกิ้งโซดาในการล้างผักจะใช้ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำอุ่น 1 กะละมัง(20ลิตร) แช่ไว้ 15 นาทีแล้วใช้น้ำสะอาดล้างออก การล้างผักด้วยวิธีนี้จะช่วยให้สารพิษลดลงได้ถึงร้อยละ 90-95

6. ต้มหรือลวก :วิธีลดสารพิษโดยการต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อนเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยวิธีหนึ่ง แต่วิธีนี้จะเหมาะกับผักเท่านั้น และเมื่อต้มหรือลวกแล้วก็จะต้องทานทันที ไม่สามารถเก็บไว้หลายๆ วันได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยแล้วยังช่วยลดสารพิษได้ร้อยละ 50

วิธีต่างๆ ที่ช่วยในการลดปริมาณสารตกค้างที่ได้นำเสนอไปแล้วนี้ ต่างก็เป็นวิธีที่ช่วยลดสารพิษให้น้อยลงได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะเลือกใช้วิธีไหนนั้นก็แล้วแต่ปัจจัยจะเอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวก ชนิดของผักผลไม้และปริมาณที่ต้องการจะล้าง เวลาที่มีอยู่ ส่วนการทานผักผลไม้นั้นควรที่จะทานให้ได้หลากหลายชนิด และไม่ควรที่จะซื้อจากร้านใดร้านหนึ่งเพียงร้านเดียว แต่ควรที่จะเปลี่ยนร้านบ้าง เพราะว่าหากร้านที่เราซื้ออยู่ประจำนั้น ผักหรือผลไม้มีสารพิษตกค้างก็จะทำให้เราไม่ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปจนเกิดอันตราย

 

 

 

น้ำเกลือใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

น้ำเกลือคืออะไร ?
น้ำเกลือ คือ สารน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือและน้ำ โดยจะประกอบไปด้วยสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride: NaCl) ในความเข้มข้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคล้ายคลึงกับความเข้มข้นของโซเดียมในเลือดและน้ำตา บางครั้งอาจเรียกน้ำเกลือว่าสารละลายไอโซโทนิก เนื่องจากมีความสมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย จึงเหมาะในการนำไปทำควาสะอาดอวัยวะบางส่วนที่ใช้น้ำเกลือได้ โดยผลิตภัณฑ์นี้สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูก

ประโยชน์ของน้ำเกลือ

  • ล้างจมูก : การใช้น้ำเกลือสวนล้างโพรงจมูกจะช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้ น้ำมูก เมือก และสิ่งสกปรกอื่น ๆ ส่งผลให้อาการคัดจมูกบรรเทาลง อาการน้ำมูกไหลลงคอลดลง โพรงจมูกโล่ง สะอาด หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อบริเวณโพรงจมูกด้วย
  • ทำความสะอาดแผลทั่วไป :โดยปกติ น้ำเกลือมักถูกนำมาใช้ล้างทำความสะอาดบาดแผลทั่วไป เช่น แผลเปิด แผลผ่าตัด แผลกดทับ แผลไฟใหม้ เป็นต้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและแบคทีเรียต่าง ๆ ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ นอกจากนี้ น้ำเกลือยังไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรืออาการแสบร้อนบริเวณแผลเหมือนแอลกอฮอล์ล้างแผล จึงเหมาะคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
  • บ้วนปาก :การบ้วนหรือกลั้วปากด้วยน้ำเกลือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีภายในช่องปาก ลดความเสี่ยงต่อโรคของเหงือกและฟัน ช่วยให้แผลภายในช่องปาก แผลผ่าตัด แผลหลังการถอนฟัน หรือแผลร้อนในทุเลาลง และอาจช่วยรักษาอาการเจ็บคอ รวมไปถึงการลดความรุนแรงของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดได้เช่นกัน
  • ล้างคอนแทคเลนส์ :น้ำเกลือมีลักษณะคล้ายกับน้ำตาธรรมชาติ จึงมักถูกนำมาใช้ชะล้างคอนแทคเลนส์หลังทำความสะอาดด้วยการแช่น้ำยาแล้ว วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับคอนแทคเลนส์และทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำคอนแทคเลนส์มาแช่ในน้ำเกลือโดยตรงเป็นระยะเวลานานข้ามคืน เพราะนอกจากจะไม่ช่วยในการฆ่าเชื้อแล้ว ยังทำให้เชื้อเจริญได้ดีเพิ่มมากขึ้นด้วย

วิธีการเลือกซื้อน้ำเกลือที่มีคุณภาพ
การซื้อน้ำเกลือนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน รวมถึงได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ โดยน้ำเกลือที่ดีควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคและทำให้ปลอดเชื้อด้วยกรรมวิธีที่ได้มาตรฐานอย่างการใช้ความร้อนสูง (Sterilization) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและไม่เป็นอันตรายหรือเกิดผลข้างเคียงในระหว่างการใช้งาน อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือบรรจุภัณฑ์ โดยอาจเลือกขวดบรรจุแบบใสซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอม ความเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติของสารละลายภายในขวดได้ง่ายยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ น้ำเกลือที่ถูกเปิดใช้อยู่เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ จึงควรระมัดระวังในระหว่างการใช้งานและเก็บรักษา โดยควรล้างมือให้สะอาดก่อนใช้น้ำเกลือ หยุดใช้หากน้ำเกลือปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือเกิดการเปลี่ยนสี เก็บน้ำเกลือไว้ที่อุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความชื้น ความร้อน หรือแสงแดด และควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือนหลังเปิดใช้งานหรือตามระยะเวลาที่กำหนดอยู่บนฉลาก ทั้งนี้ หากใช้น้ำเกลือแล้วมีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรหยุดใช้และไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

น้ำสำคัญอย่างไร

น้ำสำคัญอย่างไร

ร่างกายเราต้องการน้ำวันละประมาณ 2.5 ลิตร และขับน้ำออกจากร่างกายวันละ 2.5 ลิตร โดยน้ำจะหมุนเวียนในร่างกาย เข้า – ออก ในเซลล์ต่างๆ ตลอดเวลา น้ำในรูปของเลือดจะพาโปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ ไปยังอวัยวะจุดหมายปลายทาง เลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 มันสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85

จำนวนน้ำที่ดื่มต่อวัน

จำนวนน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการต่อวัน เพื่อสร้างสมดุลก็คือ น้ำที่ดื่มกับที่ขับถ่ายออกต่อวันควรจะเท่ากัน ในสภาวะปกติจะต้องดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน (แก้วละ 240 ซีซี) ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนเช้าทันทีที่ตื่นนอน จะทำให้ร่างกายได้รับการกระตุ้น ระบบอุจจาระ ปัสสาวะ และระบบประสาทจะพร้อมทำงานได้ สุขภาพจะดีขึ้น

น้ำดื่มอาจต้องเพิ่มมากกว่า 8 – 10 แก้วต่อวัน ถ้าอยู่ในที่มีอากาศร้อน ทำงานหนัก หรือออกกำลังกาย เมื่อเริ่มขาดน้ำจะรู้สึกว่า น้ำลายแห้ง ความไม่สมดุลที่เกิดจากการขาดน้ำนี้จะกระตุ้นสมองส่วนล่าง(Hypothalamus) ให้เรารู้สึกกระหายน้ำ ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นตัวชี้ว่าร่างกายต้องการน้ำ

แต่กรณีออกกำลังกายอย่างหนัก ความรู้สึกกระหายน้ำจะกลับถูกกดไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งควรให้น้ำดื่มอย่างเพียงพอตั้งแต่ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย โดยต้องไม่เชื่อความรู้สึกกระหายน้ำเพียงอย่างเดียว ผลการวิจัยของ American College of Sport Medicine (1996) พบว่าร้อยละ 37 ของนักกีฬา ทั้งๆ ที่มีสภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่กลับไม่มีความรู้สึกกระหาย ทำให้เสื่อมสภาพการเป็นนักกีฬาเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ควรดื่มน้ำมากๆ ก่อนอาหาร เพราะทำให้น้ำย่อยเจือจางลง 

ดื่มน้ำกลั่นประจำ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

นายแพทย์ Joseph Mercola เขียนบทความเรื่อง “การตายก่อนวัยอันควร เนื่องจากดื่มน้ำเป็นน้ำกลั่น” (Early Death Comes From Dinking Distilled Water) กล่าวว่า น้ำดื่มที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ คือน้ำประปาจากก๊อกน้ำโดยตรง มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมักมีการปนเปื้อนสารเคมีที่ซึ่งใช้ในการทำน้ำประปา

ต่อมา จึงมีการผลิตน้ำดื่มประเภท น้ำกลั่น ซึ่งกำจัดสารเคมีตกค้างในน้ำประปาให้หมดไปได้ แต่จะได้น้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย ถ้าใช้ประจำจะดึงแร่ธาตุที่จำเป็นซึ่งสะสมอยู่ตามอวัยวะของร่างกาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกไป ทำให้อวัยวะนั้นๆ ขาดเกลือแร่

มีงานวิจัยระบุว่า การดึงธาตุแคลเซียมออกจากกระดูกและหัวใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน และการที่กล้ามเนื้อหัวใจมีแคลเซียม แมกนีเซียม ไม่พอจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้

นายแพทย์ท่านนี้ ได้กล่าวอีกว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำกลั่นเป็นน้ำอ่อนอย่ ถ้าดื่มบ่อยๆ เป็นประจำมากเท่าใด ก็เกิดโรคหัวใจมากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น น้ำกลั่นมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งร่างกายไม่ประสงค์

น้ำกลั่น เมื่อตั้งทิ้งไว้ จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมาเป็นกรดคาร์บอนิค น้ำกลั่นจึงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เพราะไม่มีเกลือแร่ควบคุม ยิ่งดื่มน้ำกลั่นมากเท่าใด ร่างกายจะมีสภาวะเป็นกรดในเลือดสูงมากเท่านั้น

สรุป ไม่ควรดื่มน้ำกลั่น  เพราะไม่ได้ให้ประโยชน์ใดใดต่อร่างกาย

 

 

บทความทั้งหมด